11 January 2014

บันทึกไว้ ณ ก่อนวัน Bangkok Shutdown 13 มกราคม 2557


เป็นอีกปรากฎการณ์หนึ่ง ที่แตกต่างกับเหตุการณ์เมื่อปี 2553 เมื่อกลุ่มเสื้อแดงปิดแยกราชประสงค์ คือในวันที่ 13 มกราคม 2557 กลุ่มที่เรียกว่า กปปส. จะทำการปิดกรุงเทพ นั่นหมายถึงการปิดถนน ณ จุดสำคัญของกรุงเทพ ประกอบด้วย 1. ถนนแจ้งวัฒนะ 2. ห้าแยกลาดพร้าว 3. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4. สี่แยกปทุมวัน 5. สี่แยกลุมพินี 6. สี่แยกราชประสงค์ และ 7. สี่แยกอโศก เพื่อบีบให้รัฐบาลเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว จนต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรักษาการ จากนั้นจึงเข้าสู่การปฏิรูปการเมือง ด้วยการขอนายกฯ พระราชทาน และตั้งสภาประชาชนต่อไป ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในท้ายที่สุด

เมื่อปี 2553 ผมเคยคัดค้านการที่เสื้อแดงเข้ามายึดราชประสงค์ เขาให้เหตุผลเพื่อต้องการยึดใจกลางเศรษฐกิจประเทศไทย ให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ต้องลาออกและยุบสภาในที่สุด ที่ผมอาจสรุปว่าเป็นรัฐล้มเหลวเหมือนกัน จากที่เขาเคยยึดสะพานผ่านฟ้า แล้วไม่ได้รับความสนใจ ก็เลยยกระดับปฏิบัติการ 

ผมเดินทางร่วมกับประชาชนจำนวนมาก ในการ "แสดงออก" ซึ่งสัญลักษณ์การไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษการ การกู้เงินด้วยการผ่านร่างกฏหมายกันตอนดึกดื่น ซึ่งถือว่าพวกรัฐบาลไม่ซึ่อสัตย์และจริงใจกับประชาชน และกับกระเทศไทย เห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ถือว่าเป็นรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ไม่น่าเลื่อมใสจากใครๆ อีกต่อไป ผมไม่ร่วมแสดงตนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่เขาประกาศรวมตัวครั้งแรก (ก่อนหน้าวันที่คนมารวมตัวเป็นประวัติศาสตร์ในวันอาทิตย์ 24 พฤศจิกายน) จากนั้นก็ไปอีกครั้ง เพื่อไปร่วมลงชื่อคัดค้านการนิรโทษกรรม สุดท้ายก็ไปร่วมเดินจากราชเทวี ไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 9 ธันวาคม วันเดียวกับที่รัฐบาลประกาศยุบสภา

ทั้งสิ้นที่ทำมา ผมขอแค่การแสดงออก ซึ่งความไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลได้รับรู้ และได้มาซึ่งการยุบสภา 

จากนั้น เรื่องก็ยังไม่จบ ซึ่งก็ด้วยเหตุผลในย่อหน้าแรก ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูป และไล่รัฐบาลนี้ออกไปจากการเมืองไทย 

ส่วนตัวเคยเขียนไปแล้วว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ตัวนักการเมืองทั้งสองฝ่าย ที่ยังไม่ปฏิรูปตัวเอง แต่มุ่งหน้าที่ปัญหาเกิดจากฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นตราบใด้ที่เรายังมีนักการเมืองไม่ดี การเมืองก็ยังจะมีปัญหาต่อไปเรื่อยๆ ผมจึงเห็นว่าไม่ว่าจะเลือกตั้งก่อนปฏิรูป หรือปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ก็จะเกิดการปฏิรูปที่ไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายอยู่ดี เพราะฝ่ายหนึ่งเมื่อปฏิรูป แน่นอนว่าก็ต้องตั้งธงกีดกันอีกฝ่ายหนึ่ง หรืออีกฝ่ายก็ตั้งธงปฏิรูปเพื่อประโยชน์พวกพ้องและคนของเขา ...โลกไม่สวยแน่นอน ปัญหาไม่จบแน่นอน

ผมจึงมองไม่เห็นว่าการปิดกรุงเทพของ กปปส. จะเกิดผลดีกับประเทศชาติอย่างแท้จริง ถ้าหากทุกวันนี้เรายังไม่ยอมรับว่าปัญหาทางการเมืองทุกวันนี้เกิดจากเหล่านักการเมืองเอง ที่ใช้มวลชน และมวลมหาประชาชนเป็นเครื่องมือห้ำหั่นกันเอง จนมองว่าอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนคือคนเลว แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างในสังคมประชาธิปไตยที่เราจะอยู่ร่วมกันได้ การปฏิรูปเพื่อประเทศไทยโดยแท้จริงก็จะไม่เกิด แต่เป็นการปฏิรูปเพื่อให้อีกฝ่ายได้เปรียบกว่าอีกฝ่าย โดยหารู้ไม่ (หรือจงใจจะทำไม่รู้) ว่า

เมื่อคราวรัฐประหาร ทักษิณ เราเคยฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วสร้างรัฐธรรมนูญใหม้ปี 2550 ที่สอดแทรกการจำกัดอำนาจของ ทักษิณ และพรรคพวก แต่แล้ว สิ่งที่ได้ก็คือการกลับมาของพรรคไทยรักไทย และเหล่าพรรคพวกทักษิณ อยู่ดี 

หากคราวนี้ เราจะปฏิรูป เพื่อแก้ไขให้กำจัดอำนาจและบทบาททักษิณ ก็คงต้องเขียนในรัฐธรรมนูญไปแบบตรงๆ แล้วผลที่ได้จะคืออะไรล่ะ หากไม่ใช่การทำให้มวลชนเสื้อแดงลุกขึ้นมาต่อต้าน และอาจเกิดการยึดกรุงเทพอีกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้น คนกรุงที่หนุน กปปส. ให้ยึดกรุงเทพบ้านเราเอง ก็คงต้องยอมรับในสิ่งที่่ฝ่ายตรงข้ามอาจทำเช่นเดียวกันด้วย เพราะพวกเขาก็มีเหตุผลเดียวกันกับ กปปส.

ผมมองว่า ปัญหาทุุกวันนี้ อยู่ที่นักการเมือง คนแก้ปัญหานี้ จึงไม่ควรเป็นนักการเมือง เพราะคงไม่มีนักการเมืองที่ไหน ยอมปฏิรูปตนเพื่อให้เสียผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง และทุกวันนี้อำนาจถ่วงดุลเราก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ รัฐบาล และนิติบัญญัติ แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยมีอำนาจตุลาการมาคอยถ่วงดุลในทุกๆ เรื่อง ที่บางเรื่องดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของดุลาการ

และผมก็ไม่แน่ใจว่า เวลาคัดเลือกคนมาปฏิรูปการเมืองจริงๆ จะได้คนที่ดีจริง ไม่ใช่ร่างทรงของใคร ดูตัวอย่างกันง่ายๆ จากที่เราเคยมีสภาสนามม้า ที่ใครต่อใครก็วิจารณ์ให้แซ่ดว่าเป็นการงัดข้อของกลุ่มการเมืองเพื่อให้มีสิทธิเลือกคนของตนเข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายผมมองว่า หากเกิดความขัดแย้ง โกลาหล และวุ่นวายกันมากเข้า ด้วยการปิดเมือง หรืออะไรก็ตาม ก็คงไม่พ้นการกระทบกระทั่ง ยั่่วยุ การเผชิญหน้า สุดท้ายก็อาจเกิดการต่อสู้ ทำลายกัน เช่นเดียวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ 

จะต่างกันตรงที่ว่า ความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองของประเทศอื่นๆ มักเกิดจากปัญหาฝังลึกจริงๆ อย่างเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรือชนชั้นปกครองที่ปกครองประชาชนอย่างเลวร้าย จนประชาชนต้องลุกฮือขึ้นสู้ แต่เมื่อมองดูความขัดแย้งในประเทศไทย ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงจนมีคนบาดเจ็บ ล้มตาย และทรัพย์สินเสียหายมาจนทุกวันนี้สิ 

ล้วนเกิดจาก "นักการเมือง"

ผู้ที่ท้ายที่สุด ก็ไม่เคยต้องได้รับผลกรรมใดๆ 

05 November 2013

บันทึกไว้ ณ ห้วงนิรโทษกรรม 2556

ในฐานะที่อยู่ในเหตุการณ์ (เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์) คืนที่เสื้อแดงจะข้ามมายึดสีลม แต่เกิดประจันหน้าฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่ยอมให้เข้ามายึดถนนสีลม จึงหยุดกันอยู่ที่ แยกสีลม เสื้อแดงอยู่ฝั่งโรงพยาบาลจุฬา และฝ่ายตรงข้ามอยู่บนถนนสีลม หน้าโรงแรมดุสิต

ขณะเดียวกันก็ทำงานอยู่ในตึกที่เกือบติดแยกราชประสงค์ ก่อนและหลังห้วงที่เสื้อแดงมายึดแยกราชประสงค์

และก็ให้บังเอิญ ว่าน้องที่รู้จักกัน เคยทำงานออฟฟิศเดียวกัน มีร้านเสื้อที่ถูกไฟเผาไปพร้อมกับโรงหนังสยาม ในวันสิ้นสุดการชุมนุมของเสื้อแดง

จึงไม่แปลกใจที่ จะมีคนตาย เหมือนเช่นที่เหล่าคนเสื้อแดงเรียกร้องหาความยุติธรรม เพราะความรุนแรง และการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง มีให้เห็นอยู่ที่แยกสีลม ในคืนวันนั้น การยั่วยุ และความรุนแรง ก็มาจากฝั่งเสื้อแดงทั้งสิ้น (เห็นมากับตา ได้ยินมากับหู) หากดูข่าวโทรทัศน์ ก็จะเห็นว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นรอบๆ แยกถัดจากจุดศูนย์กลางการชุมนุมของเหล่าเสื้อแดง นั่นคือแยกราชประสงค์ ทั้งบ่อนไก่ อุรุพงษ์ ปทุมวัน แยกสามย่าน และแยกสีลม รวมทั้งเหตุยิงระเบิดลงบีทีเอส ศาลาแดง เป็นต้น ทั้งหมดเกิดก่อนการสลายการชุมนุมทั้งนั้น

แต่ที่แปลกใจ และคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ถ้าไม่มาเจอเอง ก็คือ ณ ศูนย์กลางของการยึดพื้นที่ ซึ่งก็คือ แยกราชประสงค์ ไม่เกิดความรุนแรงใดๆ ขึ้นในนั้นเลยกระทั่งวันสลายการชุมนุม ก่อนหน้าวันสลายการชุมนุม แยกราชประสงค์ คือดินแดนสงบสุข ขายอาหาร แจกอาหาร ร้องรำทำเพลงกันแถวถนนหลังสวน ตั้งเต้นท์นอนพักกันอย่างสบายอกสบายใจจริงๆ คนข้างใน แทบไม่รู้เลยว่า รอบข้างมีความรุนแรงเกิดขึ้น รู้ตัวอีกทีก็เป็นความรุนแรงหลังการสลายการชุมนุม

ก็เลยไม่น่าแปลกใจ ที่หลายคน จะถามหาความยุติธรรมที่เพื่อนๆ ของเขาถูกฆ่าตาย

ขณะที่แกนนำเสื้อแดง ขึ้นเวที ปลุกระดมให้พร้อมเผาเมืองกันอย่างสม่ำเสมอ อย่างคะนองปาก หลายคนที่มีอุดมการณ์และศรัทธาในเสื้อแดง ก็ไม่น่าแปลก ที่จะเกิดเหตุเผาเมือง หลังการสลายการชุมนุม ซึ่งจนทุกวันนี้ คนที่ปลุกระดม และมีคลิปเป็นหลักฐานชัดเจนก็ไม่ถูกกล่าวถึง ชาวเสื้อแดง ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ เท่ากับพี่น้องที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม

ที่พูดเรื่องการเผาเมือง ไม่ถูกสนใจ หรือเรียกหาความยุติธรรมจากคนเสื้อแดง เพราะน้องที่รู้จักกัน ต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เขาลงทุนไปกับกองเพลิง หนี้สินที่หามาเป็นทุนเปิดร้าน ก็ยังต้องใช้หนี้สินกันต่อไป จนทุกวันนี้ หากไม่ได้เป็นคนขยันทำมาหากินก็คงหมดตัวไปแล้ว ที่น่าตลกคือ เมื่อเดือนที่แล้ว ยังต้องไปยื่นขอรับค่าเสียหายจากการถูกเผาร้านกันอยู่เลย ทั้งที่เขาไม่ได้พาตัวมาอยู่ในจุดเสี่ยง ณ บริเวณชุมนุมเหมือนผู้ชุมนุมอื่นๆ แต่กลับสูญเสียแบบไม่คาดฝัน และแทบไร้การเหลียวแล

ผมจึงไม่ได้รู้สึกสงสาร หรือเห็นใจผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากการชุมนุม แต่ก็ไม่สมน้ำหน้า เพราะคิดว่า พวกเขาอาจมาเพื่ออุดมการณ์ หรืออยู่ในจุดปลอดภัย ไม่รับรู้ถึงความรุนแรงที่มีอยู่รอบกาย แต่ที่สำคัญพวกเขารู้อยู่แล้วจากการประกาศของแกนนำเป็นระยะๆ ว่ามีอันตรายโน่นนี่ แต่ก็ไม่คิดจะรักษาชีวิตตนเองจากความเสี่ยงชีวิตเหล่านี้

ผมจึงคิดว่าคนที่ควรรับผิดชอบในชีวิตของพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิต ก็คือแกนนำเองด้วย ไม่ใช่กล่าวหาแต่รัฐบาลในขณะนั้น และผู้สลายการชุมนุม

ผมมองว่าปัญหาความขัดแย้งของคนไทยด้วยกันเอง เหตุมาจากจุดเล็กๆ แต่เป็นศูนย์อำนาจของชาติ คือการที่คนบางคนและบางกลุ่ม ถูกโค่นอำนาจ แล้วคิดจะทวงคืนอำนาจคืนมา พร้อมการแก้แค้น หนทางที่ดีที่สุดในทางการเมือง คือการปลุกระดม ซึ่งพวกเขาใช้ช่องทางสื่อสารมวลชน (ที่พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เพราะเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อสาร และโฆษณา) ค่อยๆ ทำให้ประชาชนได้คิดว่า เหล่านี้คือลัทธิอำมาตย์ มาล้มล้างพวกเขาซึ่งมาจากประชาธิปไตย ประเทศไทยแย่ เพราะถูกอำมาตย์ปกครอง และอยู่เบื้องหลัง ฝ่ายตรงข้ามพวกตนคือเผด็จการ และอำมาตย์ ฯลฯ

นานวันเข้าเหล่าปัญญาชนที่สนับสนุนเรื่องประชาธิปไตย ก็หันมาเข้าข้าง เหล่าประชาชน ที่ถูกสื่อสารมวลชนเข้าถึงได้ กล่อมให้เอนเอง จนเกิดเป็นลัทธิ และเหล่าผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต่างเทิดทูนคนที่เสียอำนาจนั้น เป็นตัวแทนของประชาธิปไตยที่แท้จริง

ยิ่งมีการเสียชีวิตของพี่น้องเสื้อแดง เหล่าผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเหล่าปัญญาชนผู้สนับสนุนประชาธิปไตย ก็ยิ่งมองเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ซึ่งผมก็เชื่อว่า หลายท่านอาจไม่ทราบถึงความรุนแรงที่มันมีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่จากกลุ่มชายชุดดำ หรือทหาร

ผมเชื่อมาตลอดว่า การเมือง ก็คือการเมือง ปัญหาทั้งปวง เกิดจากการเมือง มันก็จะดำเนินไปด้วยแนวทางของเกมการเมือง ที่แน่นอนว่า ก็เพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เพราะหากทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติจริงๆ ป่านนี้ประเทศไทยคงพัฒนาไปเท่ากับเกาหลีใต้ ที่เริ่มต้นประเทศไปพร้อมๆ กับไทย แต่ตอนนี้นำไปหลายช่วงตัว หรือแม้แต่มาเลเซีย ที่เคยล้าหลังกว่าไทย บัดนี้ก็แซงหน้าไปในหลายๆ เรื่องแล้ว

สำหรับผม จุดที่ชัดเจนที่สุดของความไม่เชื่อถือในคนที่เล่นการเมือง โดยเฉพาะเกมนี้ คือคำพูดของเหล่านักการเมือง ผู้มีอำนาจ และเสียอำนาจ กลับกลอก ปลิ้นปล่อน การหาเสียงที่สัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหาลูกของเขาสอบตก ส.ส. แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับรับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า เป็นเทคนิคการหาเสียง!! หรืออดีตนายกฯ ที่พูดเสมอว่าพอแล้ว เลิกแล้วกับอำนาจ ปล่อยวางแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่เบื้องหลัง และหลายครั้งก็ออกตัวว่าควบคุมการเมืองจริงๆ

ที่ตลกที่สุดเห็นจะเป็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ก็อ้างเหตุในการออกกฎหมายนี้ ว่าเพื่อความปรองดอง อยากให้คนในชาติปรองดองกันเสียที เลิกแบ่งฝักฝ่าย จนเมื่อแปรญัญติก็กลับแก้ข้อความกฎหมาย ให้เหมารวมนิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ของคนที่พูดเสมอว่าพอแล้ว นิยมความถูกต้อง นิยมประชาธิปไตย ที่โดนใจผมจริงๆ ก็คือการรีบเร่งลงมติรับรองร่างกฎหมาย 3 วาระภายในวันเดียว ผิดวิสัยของส.ส. ที่มักจะไม่ขออภิปราย (ทำงาน) กันดึกดื่น แต่คราวนี้ ขอให้รับรองกันจนกว่าจะผ่านกฏหมายจึงเลิกได้ มันแสดงให้เห็นถึงความรีบเร่ง และไม่บริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง และเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมจึงร่วมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้มากเป็นพิเศษ ทั้งที่ปกติก็แค่บ่น หรือไม่สนใจพูดถึง

ผู้ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือปัญญาชนที่มุ่งมั่นในแนวทางประขาธิปไตย น่าจะทราบกันได้แล้ว (คิดเองได้ครับ) ว่า เรื่องทั้งหมด ที่พวกเขาหว่านล้อมมาตั้งแต่พวกเขาถูกถอดจากอำนาจ ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขาเองทั้งสิ้น หาใช่ประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ และที่น่าเสียใจไปมากกว่านั้น พวกเขาหลอกใช้คนไทยทั้งประเทศ เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งผลประโยชน์ของเขา จนทำให้สังคมไทยแตกแยก อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่า คนไทย ที่รักสงบ จะกลายเป็นคนหยาบ ทุกสี ทุกฝ่าย

ผมว่าถึงเวลาที่เราควรแยกแยะเรื่อง แนวทางประชาธิไตย(และเผด็จการ) กับผลประโยชน์ของคนบางคน บางกลุ่มได้แล้วครับ แล้วพวกคุณที่รักประชาธิปไตย (เหมือนผม และคนไทยทุกคน) จะพบว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาแตกแยกการอยู่ร่วมกันของคนไทยอย่างสงบมาช้านาน

11 June 2011

แจ้งให้ทราบ

หลังจากใช้บล็อกนี้มาระยะหนึ่ง แล้วก็หายตัวไปอีกระยะหนึ่ง จนไม่นานมานี้ทางไมโครซอฟต์ ตัดสินใจปิด space live ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยเขียนบล็อกมาหลายปี (จนมันกลายเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ทำให้ไม่อยากเขียนลงใน space live แล้วย้ายมานี่ในที่สุด) แล้วย้ายบล็อกเก่าๆ ทั้งหมดที่มี ไปอยู่ wordpress ที่ดูเป็นบล็อกเป็นเรื่องเป็นราว

ผมมีปัญหากับ wordpress ในการปรับแต่งค่าโน่นนี่ ยุบยับไปหมด จนเกิดอาการงง และหลงทาง ตอนแรกตั้งใจจะใช้ชื่อ URL ว่า vdoubleu แต่ก็ใช้ไม่ได้ มีคนจองแล้ว ยังไงดี หาชื่อใหม่ไม่ได้ ก็เลยปล่อยทิ้งปล่อยขว้างไปพักนึง

ตอนนี้ได้ชื่อล่ะ ไหนๆ จะเขียนเรื่องส่วนตัวๆ ง่ายๆ บ้าๆ บอๆ อาจมีสาระบ้าง ไม่สาระบ้าง เหมือนกับตอนที่เขียน space live ตอนนั้นคิดว่าที่นั่นคือบ้าน คือเขียนบล็อกได้ ลงอัลบั้มภาพได้ ลงเพลงได้ ปรับแต่งโน่นนี่ได้ ก็เลยรู้สึกสนุกกับการเขียนบล็อก ตอนนี้ทุกอย่างที่เคยอยู่ใน space live มันมาอยู่ที่นั่นแล้ว (เว้นอัลบั้มภาพ)

ก็เลยให้ชื่อว่า maisonvw.wordpress.com ครับ ตอนนี้ขอเวลาตกแต่งบ้านใหม่สักพักครับ


แต่ถ้าอยากอ่านเรื่องเก่าที่เคยเขียนไว้ ก็เชิญสำราญได้เลยครับ

12 October 2010

คิดถึง

คิดถึงบล็อก ไม่ได้อัพเดตนานละ

ไว้จะมาเม้าท์มอยนะทุกท่าน

12 August 2010

Tokyo Tower


ผมซื้อนิยาย "โตเกียวทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้งคราว" ตั้งแต่หนัง "Tokyo Tower รักยิ่งใหญ่ หัวใจให้เธอ" ลาโรงบ้านเราไปได้สักพัก (ประมาณปลายปี 2551) ที่ไม่ดูหนังเรื่องนี้ (คือเรื่องเดียวกันทั้งนิยาย และหนัง) เนื่องจากอยากอ่านนิยายให้จบก่อน และคิดว่าซื้อดีวีดีดูทีหลังก็ได้ อยากอ่านนิยายให้เต็มอิ่มกับพรรณาก่อนจะมาดูหนัง ที่คงย่นย่อเรื่องไปพอควรตามข้อจำกัดของหนัง

พอได้หยิบอ่านครั้งแรก อ่านไปได้สองสามบท ก็เริ่มเบื่อ เพราะผู้เขียนบรรยายสภาพตอนเด็ก แม่ พ่อ ยาย และย่า อย่างละเอียดละออ มีการตัดพ้อ การบรรยายสภาพที่แปรเปลี่ยนไป ทั้งสถานที่ และคน ...ทำไมมันช่างยืดยาด ว่าแล้วก็คั่นไว้ไม่อ่านต่อ (จริงๆ ผมมันคนไม่ชอบอ่านบทต้นๆ ของนิยายต่างหากล่ะครับ ไม่ใช่ความผิดปกติของนิยายเรื่องนี้)

กระทั่งเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว มีเหตุให้ต้องนำร่างผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ก่อนไปผ่าตัดก็ตั้งใจว่าจะเอาหนังสือไปอ่าน เผื่อจะเบื่อ เผื่อจะอยู่เซ็ง นึกได้ว่ายังอ่านโตเกียว ทาวเวอร์ไม่จบ ก็เลยหยิบเล่มนี้ติดมือไปโรงพยาบาลด้วย


จริงดังว่า ผ่าตัดเสร็จ ก็เบื่อ เนื่องจากแผลเล็ก หายเร็ว ไม่เจ็บมาก จึงนำหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อให้จบ..


จากสิ่งที่เขาปูเรื่องไว้ ให้รู้สึกว่าน่าเบื่อ ทว่า มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับความธรรมดาที่ผู้เขียนบรรยายไว้ "แม่" เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของตัวละครในเรื่องมากขึ้น ตัวละครอื่นๆ เริ่มจางไป แต่กลับทำให้เห็นภาพว่าแม่ของแม่ และแม่ของพ่อ และพ่อ สำคัญกับชีวิต และความผูกพันที่เกิดระหว่างเขากับแม่ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับแม่


ตัวละครเอก อายุราวคราวเดียวกันกับผม แม่ในนิยาย ก็รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ผม ต่างกันตรงที่ผู้ป่วยในเรื่องคือแม่ ในชีวิตจริงคือผม ซึ่งก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่าแม่ในนิยาย คนที่เฝ้าไข้แม่ในนิยายก็คือตัวเอก ส่วนชีวิตจริง ทั้งพ่อและแม่มาเฝ้าไข้แทบจะไม่ห่างกันเลย


นอนบนเตียงพยาบาล ก็อ่านนิยายไป ก็ยิ่งได้บรรยายากาศ เนื้อเรื่องงวดเข้าไปทุกขณะ ก็เริ่มรู้สึกหดหู่ ...ไม่ไหวแล้ว ยิ่งอินไปกับเนื้อเรื่อง เพราะแค่เราปวดถุงน้ำดีก่อนหน้าที่จะผ่าตัดก็แทบแย่ ต้องให้ยาจำพวกเดียวกับมอร์ฟีนเพื่อระงีบการปวด แล้ว "แม่" ในเรื่องไม่เจ็บกว่าเรามากมายหรือ


ไม่ไหวแล้ว ...อ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะยิ่งเศร้า ยิ่งสงสาร "แม่" ในเรื่องมาก น้ำตาก็ไหลพราก ร้องไห้กระซิกๆ ก่อนที่จะปล่อยโฮ !! คือร้องไห้งอแง น้ำตา น้ำมูกไหล แบบไม่ห่วงสวยกันเลย (เพราะอยู่คนเดียวในห้องผู้ป่วยน่ะ) ทรมานการอ่านในสภาพของเราเช่นนั้น ราวกับอยู่ในนิยายด้วย


จึงต้องหยุดการอ่านไว้แค่นั้น และก็ไม่กล้าหยิบขึ้นมาอ่านอีกเลย กระทั่งทุกวันนี้ เพราะพอจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ "แม่" ในท้ายที่สุด ...ขนาดแค่นี้ยังอ่านไม่ไหว แล้วตอนจบไม่เศร้าใจสลายไปเลยหรือนี่


ส่วนดีวีดี ก็ซื้อหลังจากที่วางขายได้ไม่นาน คิดว่ายังไงก็จะดูแน่นอน แต่มาวันนี้ชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าจะดูไหว ก็ยังห่อพลาสติกเอาไว้เหมือนเช่นวันที่ซื้อมา ยังไม่มีแววว่าจะกล้าพอที่จะหยิบมาดูวันไหน


แต่ที่แน่ๆ คงต้องเป็นหลังจากที่อ่านนิยายให้จบเสียก่อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อยู่ดี


ที่เขียนมาทั้งหมด เหมือนจะเป็นเรื่องเศร้าของ "แม่" ที่ดันมาเขียนวันแม่ ก็แค่อยากบอกว่า ชีวิตไม่ใช่นิรันดร์ ไม่รู้วันไหนจะกลับสู่พื้นดิน เมื่อวันนี้ คุณๆ ยังมีแม่ ที่รักและห่วงใยเราอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คุณๆ ก็ควรใช้ชีวิตร่วมกับคุณแม่ (และคุณพ่อ) ให้เป็นเวลาที่ดี และมีความสุขที่สุด จะได้ไม่นึกเสียดาย ยามที่เขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว


ทุกวันนี้ ทุกวันอาทิตย์ จะให้เป็นวันที่อยู่กับพ่อและแม่ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันครับ เพื่อนๆ สนิทๆ ก็จะรู้ และไม่ชวนไปไหนวันอาทิตย์ นี่คือหนึ่งในสิ่งเล็กๆ ที่ผมพอจะทำให้แม่และพ่อได้ แต่เทียบไม่ได้กับสิ่งดีๆ ที่ทั้งสองมอบให้มาทั้งชีวิต


สุขสันต์วันแม่ และของให้แม่ทุกๆ คนบนโลกนี้มีความสุขที่สุดครับ


รักม่าม้านะ <3