14 June 2014

สงสารทหาร

ผมชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. มาตั้งแต่เห็นท่านในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ผมชอบที่ท่านมีท่าทางของความเป็นทหาร คือไม่ต้องตอบคำถามเอาใจสื่อ เอาใจชาวบ้าน เป็นแนวทหารห่ามๆ ชอบคือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ อะไรที่ตอบไปแล้ว ไม่ชอบให้ถามซ้ำไปมา ซึ่งนักข่าวสายทหารและการเมืองนิยมการถามคำถามวกไปวนมา ซึ่งก็เป็นวิธีหาข่าวของนักข่าว (ที่ค่อนข้างน่าเบื่อ)

ผบ.ทบ. ตรงไปตรงมากับความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และความเป็นไปของบ้านเมือง ที่ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งกัน ท่าออกมากล่าวถึงเรื่องความขัดแย้งในบ้านเมืองมานาน ว่าขอให้ทุกฝ่ายปรองดอง ยุติความขัดแย้ง และทหารจะขอไม่ยุ่งเกี่ยวในความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย

ผลคือ ทั้งสองคู่ขัดแย้ง ก็รุมด่า เรียกว่าเตือนไปทางนั้น อีกทางก็ด่า ไปยืนข้างนายกฯ อีกฝ่ายก็ด่า แต่ลึกๆ ต่างฝ่ายต้องการให้ทหารมายืนข้างตน

พลันเมื่อความขัดแย้ง มาถึงจุดเผชิญหน้า และใกล้เข้าสู่แตกหัก เพราะ "ทั้ง 2 ฝ่าย" ต่างไม่ยอมกันและกัน แนวโน้มึวามรุนแรง และสงครามกลางเมืองใกล้ปะทุ ชาวบ้านร้านช่องต่างก็ทราบดีถึงข้อนี้ ทหารจึงต้องดำเนินการอะไรสักอย่าง ในญานะที่ทั้งวิงวอน ทั้งเตือน และทั้งขู่ทั้งสองฝ่ายมานาน

จนเกิดการรัฐประหาร อย่างที่ทราบกัน

ผมไม่ชอบการรัฐประหาร เพราะรัฐประหาร คล้ายกับการใช้กำลังบังคับขืนใจให้จำยอม มันทำให้เราไม่เรียนรู้ที่จะเจรจา ไม่เรียนรู้ที่จะทำอะไรเพื่อบ้านเพิ่อเมืองอย่างที่ควรจะเป็น และการรัฐประหาร บางครั้งก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ถ้าเป็นไปในทิศทางที่คนต่อต้านรัฐประหารลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังล่ะ บ้านเมืองก็เลี่ยงที่จะเกิดสงครามระหว่างคนในชาติด้วยกันไม่ได้อยู่ดี ...แต่ประเทศไทยโชคดี ที่การรัฐประหารครั้งนี้ราบรื่น

(อนึ่ง ผมไม่เคยชอบ ประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชน ได้ใช้อำนาจผ่านการเลืองตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบไทยๆ ที่เหล่า ส.ส. ต่างต้องเคารพในมติพรรค เดินตามแนวทางของพรรคการเมือง ที่พรรคการเมืองก็ชอบอ้างความชอบธรรมที่มาจากเสียงของประชาชน ...ผมเลือก ส.ส. เพราะผมต้องการให้ ส.ส. ทำงานเพื่อราษฎรในท้องถิ่น ไม่ใช่ทำงานเพื่อพรรคการเมือง ผมจึงไม่เคยเคารพในตัวนักการเมือง ไม่เคยเคารพในตัว ส.ส. และรังเกียจการนอบน้อมต่อนักการเมือง)

ผมไม่ได้ดีใจ ที่เกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ แต่ผม "สบายใจ" ที่ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องคอยกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อชีวิตของผม ต่อครอบครัว และต่อบ้านเมืองที่ผมอาศัย ผมต้องขอบคุณ ผบ.ทบ. ที่ตัดสินใจเด็ดขาดทำรัฐประหาร เพราะการรัฐประหารครั้งนี้ ได้ "ยุติ" การเผชิญหน้าจนหมดสิ้น แต่แม้การเผชิญหน้าหมดไป ก็ไม่ได้หมายความว่าคนในชาติกลับไปรักกันเหมือนที่เคยเป็นมา เพียงแค่ย้อนกลับไปสู่ก่อนการเผชิญหน้า ที่ยังคุกกรุ่น และพร้อมจะเผชิญหน้ากันอีก ...คุณๆ คงรู้สึกได้เอง

หลายคนที่เคยด่าทหาร ที่ไม่ออกมาเข้าข้างตนสักที พอสบโอกาสที่รัฐประหาร ก็เหมาเอาว่าทหารเข้าข้างตน กำจัดรัฐบาลอันเป็นศัตรู ต่างส่งเสียงดีใจ และรักทหาร ทำนองเดียวกันก็เยาะเย้ยอีกฝ่าย ที่ถูกเรียกตัว กักกัน และถูกจับ ทั้งที่ในความเป็นจริง เหตุผลในการรัฐประหาร ที่ ผบ.ทบ. ที่เป็นหัวหน้า คสช.อีกตำแหน่ง กล่าวย้ำเสมอว่า ที่ทำรัฐประหาร ก็เพื่อยุติความขัดแย้ง และเพื่อให้คนไทยกลับมารักกัน ปรองดองกัน

เอาจากที่เห็นแค่บนเฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์ ต่างฝ่าย ต่างก็ยังด่าอีกฝ่าย เหมือนก่อนเกิดรัฐประหาร สะใจที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ที่ตลกก็คือ หลายคนมองว่า ใครต้านรัฐประหาร ถือว่าเป็นฝ่ายเลว ซึ่งข้อหลังนี้ผมว่ามันแปลกดี ผมถือว่าเป็นสิทธิของพวกเขาที่จะแสดงออกในวิธีของเขา (แต่แสดงออกแล้วจะถูกจับกุม หรืออะไรก็เรื่องของเขา) เหมือนที่ผมถือว่าการแสดงออกของมวลมหาประชาขนที่เดินขบวนต่อต้านนิรโทษกรรมก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำ หรือสิทธิที่ออกมาปิดถนนทั้งของเสื้อแดง (2553) และกปปส.(2556-2557) ที่มันไม่ควรจะถูกต้องแต่ทั้งสองฝ่ายก็อ้างว้ามีสิทธิ

ผมเองก็แสดงออกว่าไม่ขอบรัฐประหาร ในแบบของผม คือการพิมพ์ให้ได้ทราบทั่วกัน แต่ผมก็มีเหตุผลที่จะรู้สึกสบายใจดีกับการรัฐประหารครั้งนี้ เช่นเดียวกับเหตุผลที่หัวหน้า คสช.ท่านได้แจ้งเอาใว้ ในสถานการณ์ที่ทั้งไม่ชอบ และสบายใจกับการรัฐประหารครั้งนี้ ก็เลยลงท้ายด้วยความ "เฉยๆ"

ผมว่า ทั้งสองฝ่าย ไม่สนใจเรื่องปรองดอง ยังคงสนใจว่าใครจะเป็นผู้ชนะเบ็ดเสร็จ การจับมือปรองดอง ยุติบทบาทของพวกเสื้อแดง เป็นแค่การแสดง ตราบเท่าที่นักการเมือง คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งยังไม่ยุติ และปรองดองกันอย่างแท้จริง เดี๋ยวละครบทเดิมก็กลับมาอีก

ข้อความที่พร่ำบอกว่ารักทหาร ก็เป็นแค่ผลประโยชน์จากที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้รับ และรู้สึก เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นใครที่บอกว่ารักทหาร จะยอมปรองดองเพื่อเหล่าทหารอันเป็นที่รักสักราย (จะไปบอกว่าอีกฝ่ายไม่ปรองดองด้วย ไม่ใช่เหตุผลครับ เรื่องแบบนี้ ควรเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน)

ผมสงสารทหารครับ


ปล. ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมาเชื่อ หรือคล้อยตาม ทุกคนสามารถคิดเองได้ครับ ข้อความของผม ก็แค่เป็นหนึ่งเสียงเล็กๆ ในสังคมนี้ ที่ไม่อยากให้ใครขัดแย้งกันเพราะการเมือง

24 March 2014

เหยื่อ

ผมโพสต์สเตตัสบนเฟสบุ๊คเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ดังนี้


"ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ชัดเจนในระดับหนึ่ง และรับได้กับคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะศาลฯ มุ่งพิจารณาที่ประเด็นเลือกตั้ง ไม่ได้พิจารณาเหตุที่ก่อให้เกิดประเด็นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้ศาลฯพิจารณา (ใครที่คิดว่า "ครั้งนี้" ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นธรรม น่าจะลองอ่านข่าวจาก ลิ้งก์นี้ ให้จบก่อน)

อย่างไรก็ตาม มีเหตุใคร่รู้ (สาบานว่าไม่รู้จริง) คือ ที่เขาร้องเรียนว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจเสนอเรื่องนี้ และศาลฯ ก็ไม่ควรรับพิจารณานั้นจริงเท็จเป็นอย่างไร

ข้อสงสัยต่อมาคือ เหตุให้เกิดการไม่สามารถเลือกตั้งครั้งนี้ขึ้นในวันเดียวได้ ที่เราท่านทราบกันดี คือมีการขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้ง ประเด็นนี้ควรมีการจัดการอย่างไรเพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ส่วนตัวคิดว่าสำคัญ หากวันหนึ่งกลายเป็นเสื้อแดงออกมาขัดขวางการเลือกตั้งของรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามแบบอหิงสาบ้าง แล้วจะเป็นอย่างไร จะรู้สึกกันอย่างไร

คำถามสุดท้าย แล้วคะแนนกว่า 20 ล้านเสียงที่ลงไปในวันเลิอกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ที่ถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ จะทำอย่างไรล่ะ ถึงจะโมฆะ แต่ก็เป็น 20 ล้านเสียงของประชาชน (อันนี้เป็นคนละประเด็นกับการถามถึงผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้)"



ไม่ทันข้ามคืน น้องที่สนิทกันมานานก็โพสต์ข้อความบนสเตตัสของเขา ดังนี้


"รู้สึกสมเพชกับสเตตัสของคนบางคน ที่อุตส่าห์ใช้วาทะกรรมอันสวยหรู ใช้ภาษานักเขียนอย่างดิบดี แต่เนื้อความนั้นแสนตื้นเขิน... ยังต้องให้ตอบกันอีกหรือว่าถ้าวันนึงเสื้อแดงออกมาขัดขวางการเลือกตั้งแบบสันติ-อหิงสาบ้าง แล้วจะเป็นอย่างไร (ซึ่งคงจะไม่มีวันนั้น m79ที่กระหน่ำยิงใส่ศาลและบ้านผู้พิพากษาคุณกล้าบอกหรือว่าแดงไม่ได้ทำ?) 20ล้านเสียงที่ลงคะแนนไปแล้วก็เป็นเสียงของประชาชน (นี่ก็คงฟังมาจากบรรดานักวิชาการลวงโลกขายวิญญาณอย่างไอ้วีรพัฒน์มาอีกที) บลาๆ... บทสรุปง่ายๆสั้นๆคือ "คนโง่มักอวดฉลาด" การพูดจาแบบนี้ถือเป็นการดูหมิ่นอำนาจการตัดสินของศาล (ซึ่งนิสัยไม่ต่างกับเสื้อแดง) และดูถูกคนอีกหลายสิบล้านคนที่เค้าออกมาเสียสละทั้งเวลา แรงกาย แรงใจ นอนกับดิน กินกับทราย เสียสละกำลังทรัพย์ด้วยจิตศรัทธา หวังจะให้ประเทศได้เดินหน้า ขจัดระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย จากที่อ่านดู หลายคนมักจะออกตัวแรงไว้ก่อนว่าตนไม่ใช่เสื้อแดง แต่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ กปปส. และไม่ชอบ พรรคปชป. ไม่ชอบคุณสุเทพ ฯลฯ แต่คุณรู้ไม๊ว่า นิสัยที่ดีแต่วิพากษ์วิจารณ์ว่านู่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี มันคือการที่ "มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ"อย่างมาก มันคือการบั่นทอนความเจริญของสังคมและชาติบ้านเมืองที่มีคนที่คิดอย่างคุณอยู่ คุณจงมองดูชีวิตตัวเองเถอะว่า ทุกวันนี้คุณเกิดมาได้เคยทำอะไรที่คุณได้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวคุณเองบ้าง (นอกจากการได้รับเชิญไปงานอีเว้นท์เก๋ๆมากมาย) คุณตื่นเช้ามา คุณมองเข้าไปในกระจกแล้วคุณเห็นอะไรในนั้น... ลองนั่งย้อนมองชีวิตที่ผ่านมาจนเกือบจะ40ปีดูสิว่าเคยทำอะไรที่ประสบความสำเร็จกับเค้าบ้าง หากทุกวันนี้ การที่คุณได้แต่นั่งเขียนสเตตัสเพื่อหวังที่จะบอกให้โลกรู้ว่าฉันฉลาด ฉันเก๋ ฉันคิดต่าง ขอบอกไว้เลยว่านั่น.. ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นมาเลย ตรงกันข้าม คุณกลับจะได้รับความสมเพชเวทนาจากคนที่ต้องมานั่งทนอ่าน (เพราะเขาอาจจะหลวมตัวมาเป็นเพื่อนกับคุณในเฟซบุ๊ค) ชีวิตที่ยังเหลือ คุณก็ยังจะใช้ให้มันหมดไปอย่างไร้ค่าแบบนี้น่ะหรือ? น่าจะลองหยุดคิดดูบ้างนะ (ขออภัยถ้าหากจะมีใครที่กระทบกระเทือนจากสเตตัสนี้ และคุณสามารถ unfriend ผมไปได้เลยด้วยความยินดี)"


ผมไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจเขียนถึงผมหรือบังเอิญมาพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนพอดี  


เมื่อผมไม่แน่ใจ ผมจึงอยากขอความเห็นจากท่านที่ได้เข้ามาอ่านบล็อคนี้ ว่าสิ่งที่ผมเขียน เป็นไปตามที่น้องเขาเขียนถึงหรือเปล่า เพราะผมเองรู้สึกเสียใจ หากเขาเขียนถึงผม เนื่องจากผมมักบอกกับใครๆ ว่า ไม่อยากให้คนรู้จักกัน เกลียดกันเพราะเรื่องการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ มันเป็นการเมืองที่อาศัยมวลชนเข้าต่อสู้กัน ถ้าอยากเกลียด ขอให้เกลียดแกนนำฝ่ายตรงข้าม ประชาชนอย่างเราท่านคือผู้รบสารปลายทาง

ย้ำอีกที่ว่าผมอยากรู้จริงๆ ไม่ใช่รู้แล้ว แต่แกล้งไม่รู้

09 March 2014

เมื่อชาติเสียหาย ใครรับผิดชอบ

กลุ่มเทียนขาวควรไปเรียกร้องให้นปช.เลิกการแบ่งแยกดินแดน เพราะนั่นคือแนวคิดที่นอกจากจะก่อให้เกิดความรุนแรง ยังทำให้เกิดความแตกแยก

แกนนำนปช.จะแค่ให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดนไม่ได้ เพราะมีหลักฐานชัดเจนทั้งภาพ และคำพูดของคนระดับหัวหน้า แกนนำนปช.ถ้าจะพิสูจน์ความจริงใจก็ควรปลด และส่งตัวคนที่มีแนวคิดแยกดินแดนให้ไปรับโทษ ...นี่ไม่ใช่การกล่าวหา หรือกลั่นแกล้ง แต่เป็นสิ่งที่พวกคุณทำตัวเอง

เหมือนเช่นที่รํฐบาลทำตัวเองเรื่อง พรบ.นิรโทษกรรม และเรื่องจำนำข้าว แต่กลับจะโยนความผิดที่ปลายเหตุให้ผู้อื่น

ส่วนกปปส.ก็ต้องรับผิดชอบในการปิดกรุงเทพ ที่นอกจากจะไม่ทำให้นายกฯลาออก หรือไม่มีการเลือกตั้งได้ ยังทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน เดือนร้อนกับผู้ที่ถูกผลกระทบในการปิดกรุงเทพ และที่สุดก็ต้องเลิกการปิดกรุงเทพ แต่ก็ไม่เห็นแกนนำคนไหนออกมารับผิดชอบ นอกจากแจกเงินครอบครัวคนตาย และโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม

อาทิตย์หน้ากปปส.จะตั้งเวทีปฏิรูปการเมือง อาทิตย์ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะพูดถึงพิมพ์เขียวการปฏิรูป ทั้งที่จริงควรทำควบคู่กันไปกับการชุมนุม

ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้แด่ความเพ้อฝัน ที่มาพร้อมกับความเคียดแค้น จากสิ่งที่แกนนำและโซเชียลเน็ตเวิร์คสุมเชื้อไฟไปเรื่อยๆ

ผมไม่มีคอมเม้นต์ว่าใครดีกว่าใคร ใครเลวกว่าใคร แต่ขอให้พวกคุณๆ ทั้งสองฝ่ายรอดูครับ รอดูว่าท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นไปอย่างที่แกนนำสร้างภาพฝันให้พวกคุณมั้ย

นปช. = แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
กปปส. =  คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

เพราะการเมืองก็คือการเมือง

04 March 2014

บันทึกหลังวันเปิดกรุงเทพ

เมื่อวานคือการสิ้นสุดการ #ปิดกรุงเทพ ที่ต้องบอกว่า "กปปส.ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง" เนื่องจากเป้าหมายคือการบีบให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป รวมทั้งการปฏิรูปก็จะต้องเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง 

ตลอดเวลาเดือนครึ่งของการปิดกรุงเทพ แม้กปปส.อาจมีส่วนทำให้รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารงาน แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ลาออกตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ ในระหว่างการปิดกรุงเทพก็ยังเกิดการเลือกตั้งขึ้นได้ (แม้จะมีการเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะก็ตาม - และส่วนตัวก็มองว่า การที่หลายคนหยิบเอาเรื่องการเลือกตั้งผ่านมาครบ 30 วันมาเป็นประเด็นการรักษาการของรัฐบาล ก็เท่ากับยอมรับว่ามีการเลิอกตั้ง)

นอกจากการปิดกรุงเทพจะไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์โดยสิ้นเชิง ยังทำให้เกิดความสูญเสียทั้งทางร่างกาย ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ ทั้งยังเติมเชื้อความขัดแย้งให้แกสังคม (จากทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน) ทั้งหมดคือความจริงที่ต้องยอมรับ

ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามตัวเองดูสิว่า เราได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จากการ "ปิดกรุงเทพ" และแน่หรือที่เราพบทางออกที่แท้จริงของประเทศไทย จากนั้นค่อยๆ คิดหาคำตอบที่แท้จริง ที่ไม่ได้เอนเอียงใปตามความรู้สึก

นี่ไม่ต้องพูดถึงความรับผิดชอบที่ผู้ก่อกิจกรรมควรแสดงความรับผิดชอบในความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีแน่นอน เนื่องจากแกนนำก็ประกาศชัดแล้วว่า ที่เลิกการปิดกรุงเทพนั้นเพราะประสบความสำเร็จแล้ว ?!?!

เราควรจำไว้อีกครั้งหนึ่งว่า การกระทำการด้วยการปิดล้อม นับตั้งแต่ พมธ.ปิดทำเนียบและสนามบิน จนถึง นปช.ปิดราชประสงค์ และล่าสุด กปปส.ปิดกรุงเทพ ก็ล้วนไม่เกิดประโยชน์ หรือทำให้บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้เลย

การชุมนุม หรือความต้องการปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้นของ กปปส. หรือแม้แต่การต่อต้านเผด็จการของ นปช.ล้วนเป็นความคิดที่ดีต่อประเทศทั้งสิ้น (ถ้าไม่มีอะไรแอบแฝง) แต่ก็อย่าลืมว่าเรามีวิธีเรียกร้อง และปฏิรูปในอีกหลายช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางที่เป็นไปตามกติกา ที่ผมเชื่อว่าแกนนำทุกท่านก็รู้อยู่แก่ใจ

จะยอมใหัใครคนใด หรือกลุ่มใด ปลุกระดมคนในบ้านให้ลุกขึ้นมาทำลายบ้านตัวเองอีกงั้นหรือ...

06 February 2014

ดีเบตเลือกตั้ง

ฟังคุณอรรถวิชช์ ดีเบต คุณวีรพัฒน์ ในรายการคุณสรยุทธ วันก่อน ถ้าฟังเพลินๆ ก็คงสะใจคุณอรรถวิชช์ ที่ตอบโต้คุณวีรพัฒน์ได้โดนใจเราท่าน 

แต่ผมไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

เพราะประเด็นคือ (โดยสรุป) 1. คุณอรรถวิชช์บอก เลือกตั้งโมฆะ เพราะผลคะแนนเลือกตั้งถูกเปิดเผยหน้าคูหา เป็นการชี้นำคนที่ยังไม่ได้เลือก 2. การเลือกตั้งมิชอบ เพราะรัฐบาล "เลว" จนมาสู่การยุบสภาเอง ยังมีหน้าจะจัดเลือกตั้ง 3. การเลือกตั้งทำไม่ได้หลายเขต เป็นการเลือกตั้งขี้เหร่ 4. เปลืองงบประมาณ หลายคนเตือนรัฐบาล ให้เลื่อนเลือกตั้ง แล้วรัฐไม่ฟัง ยังลุยเลือกตั้งต่อ

เรื่องนี้ต้องแยกกัน ระหว่าง "เลว" และ "เลือกตั้ง" เรารู้ว่ารัฐบาลเลว แต่รัฐก็ยังมีอำนาจในการบริหารราชการ เมื่อยุบสภา ก็ต้องเปิดให้มีการเลือกตั้งตามกฎหมาย แม้จะเป็นรัฐบาลเลวก็ตาม จะอ้างว่าเลวแล้วห้ามจัดเลือกตั้งไม่ได้ ไม่มีกฏหมายบอกไว้

ที่บอกว่าเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ หลายเขตเลือกไม่ได้ อย่าลืมว่ามันเกิดจากอะไร คุณอรรถวิชช์บอกคุณสุเทพไม่ได้สั่งขัดขวาง แต่จริงๆ คุณสุเทพและแกนนำเคยพูดไว้ จนวันท้ายๆ จึงบอกไม่ให้ขวาง (เพราะมีการยิงกันจนล้มตาย) มันก็อาจทำให้พรรคพวก กปปส.เดินหน้าขัดขวางต่อไปอย่างที่เห็น เรื่องนี้คล้ายกับ การกล่าวหาแกนนำเสื้อแดงสั่งให้เผา แต่วันที่แกนนำมอบตัว พวกเขาก็ไม่ได้สั่งให้เผา ให้กลับบ้าน แต่พรรคพวกนปช.ก็เผา ...ก็หลักเดียวกัน

ฉะนั้นจึงต้องบอกว่า กปปส.มีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้กระบวนการเลือกตั้ง พิกลพิการอย่างที่เห็น หากกปปส.ไม่ขัดขวาง กระบวนการเลือกตั้งก็ดำเนินต่อไปราบรื่น

หลายคนเตือนให้เลื่อนเลือกตั้งออกไป ตำถามคือ เลื่อนออกไปถึงเมื่อไร เลื่อนแล้วจะไม่เกิดความขัดแย้ง จะไม่เกิดขัดขวางการเลือกตั้ง เลื่อนแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ เลื่อนแล้วต้องให้รัฐบาลทำตามแนวทาง กปปส.?? มันไม่ใช่แน่ครับ ตราบที่ยังมีทิฐิใส่กัน และที่สำคัญ ใครล่ะ ทำให้การเลือกตั้งวุ่นวาย คน "เลว" แต่ก็ไม่ได้สร้างความวุ่นวายโดยขวางเลือกตั้งนะครับ

กกต. (ที่ไม่ใช่รัฐบาลทำ) จะผิดที่ให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งวันที่ 2 โดยเปิดเผย นี่สิ อาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ แต่ก็ต้องย้อนกลับไปอีกแล้วว่า อะไรทำให้เลือกตั้งล่วงหน้า และเลือกตั้งในบางพื้นที่ บางจังหวัดทำไม่ได้?

อาจมองว่าทำไมแม่งถึงด่า กปปส. จังวะ แม่งไม่รักชาติ แม่งเหี้ย ...คืออยากด่าอะไรก็ตามสบายฮะ ผมมีเหตุผลของผมตามที่เล่าไปแล้ว 

ผมมองว่าถึงใครจะเป็นคน "เลว" แต่คน "ดี" ก็ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกตัวอย่างที่เคยเล่าไปหลายครั้งละว่า แม้เราจะรำคาญแม่ค้าริมฟุตบาทสยาม ที่ขวางทางเท้า ที่ควรเดินสบาย และมันก็ผิดกฏหมายกีดขวางทางเท้า ซึ่งเปรียบเป็นรัฐบาลเลว ขณะเดียวกัน เราท่านก็ไม่สามารถไปเตะหรือทำลายแผงค้าขายให้พังได้ เพราะเราจะผิดกฏหมายทำลายทรัพย์ ดังนั้น จะว่าใครเลว เราก็ต้องไม่เลวแบบเขา

ที่สำคัญที่สุด ประเทศไทย ไม่ได้มีแต่ กปปส. ที่สำคัญที่สุดประเทศไทยก็มี นปช. มีไทยเฉย ไม่คิดบ้างหรือว่า วันหนึ่งคนเหล่านี้ก็อาจกลับมาทำแบบที่เราทำกันวันนี้ จำเหตุการณ์ปี 53 ไม่ได้หรืออย่างไรครับ ไม่คิดบ้างหรือ ว่า นปช. หรือกลุ่มอื่นๆ ก็อาจกลับมาทำอะไรแบบนี้อีก

นี่คือเรื่องที่ผมห่วงที่สุด ห่วงว่าม้นก็จะไม่จบ จากสิ่งที่เราสะใจในวันนี้ครับ ผมไม่ได้สน กปปส. ไม่ได้สน นปช. ไม่ได้ห่วงนักการเมือง ผมห่วงสังคมที่ผมอยู่ ผมห่วงคนรอบข้าง 

คำพูดของคุณอรรถวิชช์ จึงมีแต่ความสะใจ ความเฉพาะหน้า ด้วยลีลาการพูดแบบนักการเมือง หากใครค้านในสิ่งที่ผมเขียนทั้งหมดก็ไม่เป็นไรครับ ก็ขอให้เก็บคลืปรายการนี้เอาไว้ดูในวันข้างหน้าก็ได้

ฉะนั้น ตราบใดที่พวกคุณและผม ยังเดินตามเกมนักการเมือง ตราบนั้นเราก็ยังจะขัดแย้งกันด้วยเรื่องไม่ใช่เรื่อง ที่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คนไทยยังอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

กระทั่ง นักการเมืองส่งเสียงเรียก


21 January 2014

เหมือนกัน

พฤติกรรม กปปส.ต่อรักษาการรัฐบาลเวลานี้ ทำให้นึกถึง ความรู้สึกที่มีต่อพ่อค้าแม่ค้า ที่ตั้งแผงขายของเต็มพื้นที่ทางเท้าสยามสแควร์ 


คืออยากเตะ อยากชนแผงขายของให้ล้ม แล้วเดินเหยียบ เพราะมันกีดขวางทางเดิน และผิดดฏหมาย ในความรู้สึกคือทำได้เพราะแกทำผิดกฏหมาย แต่กระนั้นถ้าผมทำลงไป ผมก็ผิดกฏหมาย ฐานทำลายทรัพย์สินผู้อื่น


รัฐบาลทำผิด อยากไล่รัฐบาล ก็เลยปิดถนนไล่ ต่อต้านเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนผู้ไล่มีเหตุผลสมควรไล่ แต่ความจริงคนไล่ก็กำลังทำผิดกฏหมาย ไม่เคารพกติกาเสียเอง ...เหมือนกัน


ตอนนี้ประเทศไทย ใครอยากทำอะไร ก็ไม่ต้องเกรงกลัวกฏหมายกันแล้ว เพราะต่างก็ทำผิดกฏหมายด้วยกันทั้งสิ้น



11 January 2014

บันทึกไว้ ณ ก่อนวัน Bangkok Shutdown 13 มกราคม 2557


เป็นอีกปรากฎการณ์หนึ่ง ที่แตกต่างกับเหตุการณ์เมื่อปี 2553 เมื่อกลุ่มเสื้อแดงปิดแยกราชประสงค์ คือในวันที่ 13 มกราคม 2557 กลุ่มที่เรียกว่า กปปส. จะทำการปิดกรุงเทพ นั่นหมายถึงการปิดถนน ณ จุดสำคัญของกรุงเทพ ประกอบด้วย 1. ถนนแจ้งวัฒนะ 2. ห้าแยกลาดพร้าว 3. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4. สี่แยกปทุมวัน 5. สี่แยกลุมพินี 6. สี่แยกราชประสงค์ และ 7. สี่แยกอโศก เพื่อบีบให้รัฐบาลเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว จนต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรักษาการ จากนั้นจึงเข้าสู่การปฏิรูปการเมือง ด้วยการขอนายกฯ พระราชทาน และตั้งสภาประชาชนต่อไป ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในท้ายที่สุด

เมื่อปี 2553 ผมเคยคัดค้านการที่เสื้อแดงเข้ามายึดราชประสงค์ เขาให้เหตุผลเพื่อต้องการยึดใจกลางเศรษฐกิจประเทศไทย ให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ต้องลาออกและยุบสภาในที่สุด ที่ผมอาจสรุปว่าเป็นรัฐล้มเหลวเหมือนกัน จากที่เขาเคยยึดสะพานผ่านฟ้า แล้วไม่ได้รับความสนใจ ก็เลยยกระดับปฏิบัติการ 

ผมเดินทางร่วมกับประชาชนจำนวนมาก ในการ "แสดงออก" ซึ่งสัญลักษณ์การไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษการ การกู้เงินด้วยการผ่านร่างกฏหมายกันตอนดึกดื่น ซึ่งถือว่าพวกรัฐบาลไม่ซึ่อสัตย์และจริงใจกับประชาชน และกับกระเทศไทย เห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ถือว่าเป็นรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ไม่น่าเลื่อมใสจากใครๆ อีกต่อไป ผมไม่ร่วมแสดงตนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่เขาประกาศรวมตัวครั้งแรก (ก่อนหน้าวันที่คนมารวมตัวเป็นประวัติศาสตร์ในวันอาทิตย์ 24 พฤศจิกายน) จากนั้นก็ไปอีกครั้ง เพื่อไปร่วมลงชื่อคัดค้านการนิรโทษกรรม สุดท้ายก็ไปร่วมเดินจากราชเทวี ไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 9 ธันวาคม วันเดียวกับที่รัฐบาลประกาศยุบสภา

ทั้งสิ้นที่ทำมา ผมขอแค่การแสดงออก ซึ่งความไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลได้รับรู้ และได้มาซึ่งการยุบสภา 

จากนั้น เรื่องก็ยังไม่จบ ซึ่งก็ด้วยเหตุผลในย่อหน้าแรก ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูป และไล่รัฐบาลนี้ออกไปจากการเมืองไทย 

ส่วนตัวเคยเขียนไปแล้วว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ตัวนักการเมืองทั้งสองฝ่าย ที่ยังไม่ปฏิรูปตัวเอง แต่มุ่งหน้าที่ปัญหาเกิดจากฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นตราบใด้ที่เรายังมีนักการเมืองไม่ดี การเมืองก็ยังจะมีปัญหาต่อไปเรื่อยๆ ผมจึงเห็นว่าไม่ว่าจะเลือกตั้งก่อนปฏิรูป หรือปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ก็จะเกิดการปฏิรูปที่ไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายอยู่ดี เพราะฝ่ายหนึ่งเมื่อปฏิรูป แน่นอนว่าก็ต้องตั้งธงกีดกันอีกฝ่ายหนึ่ง หรืออีกฝ่ายก็ตั้งธงปฏิรูปเพื่อประโยชน์พวกพ้องและคนของเขา ...โลกไม่สวยแน่นอน ปัญหาไม่จบแน่นอน

ผมจึงมองไม่เห็นว่าการปิดกรุงเทพของ กปปส. จะเกิดผลดีกับประเทศชาติอย่างแท้จริง ถ้าหากทุกวันนี้เรายังไม่ยอมรับว่าปัญหาทางการเมืองทุกวันนี้เกิดจากเหล่านักการเมืองเอง ที่ใช้มวลชน และมวลมหาประชาชนเป็นเครื่องมือห้ำหั่นกันเอง จนมองว่าอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนคือคนเลว แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างในสังคมประชาธิปไตยที่เราจะอยู่ร่วมกันได้ การปฏิรูปเพื่อประเทศไทยโดยแท้จริงก็จะไม่เกิด แต่เป็นการปฏิรูปเพื่อให้อีกฝ่ายได้เปรียบกว่าอีกฝ่าย โดยหารู้ไม่ (หรือจงใจจะทำไม่รู้) ว่า

เมื่อคราวรัฐประหาร ทักษิณ เราเคยฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วสร้างรัฐธรรมนูญใหม้ปี 2550 ที่สอดแทรกการจำกัดอำนาจของ ทักษิณ และพรรคพวก แต่แล้ว สิ่งที่ได้ก็คือการกลับมาของพรรคไทยรักไทย และเหล่าพรรคพวกทักษิณ อยู่ดี 

หากคราวนี้ เราจะปฏิรูป เพื่อแก้ไขให้กำจัดอำนาจและบทบาททักษิณ ก็คงต้องเขียนในรัฐธรรมนูญไปแบบตรงๆ แล้วผลที่ได้จะคืออะไรล่ะ หากไม่ใช่การทำให้มวลชนเสื้อแดงลุกขึ้นมาต่อต้าน และอาจเกิดการยึดกรุงเทพอีกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้น คนกรุงที่หนุน กปปส. ให้ยึดกรุงเทพบ้านเราเอง ก็คงต้องยอมรับในสิ่งที่่ฝ่ายตรงข้ามอาจทำเช่นเดียวกันด้วย เพราะพวกเขาก็มีเหตุผลเดียวกันกับ กปปส.

ผมมองว่า ปัญหาทุุกวันนี้ อยู่ที่นักการเมือง คนแก้ปัญหานี้ จึงไม่ควรเป็นนักการเมือง เพราะคงไม่มีนักการเมืองที่ไหน ยอมปฏิรูปตนเพื่อให้เสียผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง และทุกวันนี้อำนาจถ่วงดุลเราก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ รัฐบาล และนิติบัญญัติ แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยมีอำนาจตุลาการมาคอยถ่วงดุลในทุกๆ เรื่อง ที่บางเรื่องดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของดุลาการ

และผมก็ไม่แน่ใจว่า เวลาคัดเลือกคนมาปฏิรูปการเมืองจริงๆ จะได้คนที่ดีจริง ไม่ใช่ร่างทรงของใคร ดูตัวอย่างกันง่ายๆ จากที่เราเคยมีสภาสนามม้า ที่ใครต่อใครก็วิจารณ์ให้แซ่ดว่าเป็นการงัดข้อของกลุ่มการเมืองเพื่อให้มีสิทธิเลือกคนของตนเข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายผมมองว่า หากเกิดความขัดแย้ง โกลาหล และวุ่นวายกันมากเข้า ด้วยการปิดเมือง หรืออะไรก็ตาม ก็คงไม่พ้นการกระทบกระทั่ง ยั่่วยุ การเผชิญหน้า สุดท้ายก็อาจเกิดการต่อสู้ ทำลายกัน เช่นเดียวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ 

จะต่างกันตรงที่ว่า ความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองของประเทศอื่นๆ มักเกิดจากปัญหาฝังลึกจริงๆ อย่างเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรือชนชั้นปกครองที่ปกครองประชาชนอย่างเลวร้าย จนประชาชนต้องลุกฮือขึ้นสู้ แต่เมื่อมองดูความขัดแย้งในประเทศไทย ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงจนมีคนบาดเจ็บ ล้มตาย และทรัพย์สินเสียหายมาจนทุกวันนี้สิ 

ล้วนเกิดจาก "นักการเมือง"

ผู้ที่ท้ายที่สุด ก็ไม่เคยต้องได้รับผลกรรมใดๆ 

05 November 2013

บันทึกไว้ ณ ห้วงนิรโทษกรรม 2556

ในฐานะที่อยู่ในเหตุการณ์ (เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์) คืนที่เสื้อแดงจะข้ามมายึดสีลม แต่เกิดประจันหน้าฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่ยอมให้เข้ามายึดถนนสีลม จึงหยุดกันอยู่ที่ แยกสีลม เสื้อแดงอยู่ฝั่งโรงพยาบาลจุฬา และฝ่ายตรงข้ามอยู่บนถนนสีลม หน้าโรงแรมดุสิต

ขณะเดียวกันก็ทำงานอยู่ในตึกที่เกือบติดแยกราชประสงค์ ก่อนและหลังห้วงที่เสื้อแดงมายึดแยกราชประสงค์

และก็ให้บังเอิญ ว่าน้องที่รู้จักกัน เคยทำงานออฟฟิศเดียวกัน มีร้านเสื้อที่ถูกไฟเผาไปพร้อมกับโรงหนังสยาม ในวันสิ้นสุดการชุมนุมของเสื้อแดง

จึงไม่แปลกใจที่ จะมีคนตาย เหมือนเช่นที่เหล่าคนเสื้อแดงเรียกร้องหาความยุติธรรม เพราะความรุนแรง และการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง มีให้เห็นอยู่ที่แยกสีลม ในคืนวันนั้น การยั่วยุ และความรุนแรง ก็มาจากฝั่งเสื้อแดงทั้งสิ้น (เห็นมากับตา ได้ยินมากับหู) หากดูข่าวโทรทัศน์ ก็จะเห็นว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นรอบๆ แยกถัดจากจุดศูนย์กลางการชุมนุมของเหล่าเสื้อแดง นั่นคือแยกราชประสงค์ ทั้งบ่อนไก่ อุรุพงษ์ ปทุมวัน แยกสามย่าน และแยกสีลม รวมทั้งเหตุยิงระเบิดลงบีทีเอส ศาลาแดง เป็นต้น ทั้งหมดเกิดก่อนการสลายการชุมนุมทั้งนั้น

แต่ที่แปลกใจ และคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ถ้าไม่มาเจอเอง ก็คือ ณ ศูนย์กลางของการยึดพื้นที่ ซึ่งก็คือ แยกราชประสงค์ ไม่เกิดความรุนแรงใดๆ ขึ้นในนั้นเลยกระทั่งวันสลายการชุมนุม ก่อนหน้าวันสลายการชุมนุม แยกราชประสงค์ คือดินแดนสงบสุข ขายอาหาร แจกอาหาร ร้องรำทำเพลงกันแถวถนนหลังสวน ตั้งเต้นท์นอนพักกันอย่างสบายอกสบายใจจริงๆ คนข้างใน แทบไม่รู้เลยว่า รอบข้างมีความรุนแรงเกิดขึ้น รู้ตัวอีกทีก็เป็นความรุนแรงหลังการสลายการชุมนุม

ก็เลยไม่น่าแปลกใจ ที่หลายคน จะถามหาความยุติธรรมที่เพื่อนๆ ของเขาถูกฆ่าตาย

ขณะที่แกนนำเสื้อแดง ขึ้นเวที ปลุกระดมให้พร้อมเผาเมืองกันอย่างสม่ำเสมอ อย่างคะนองปาก หลายคนที่มีอุดมการณ์และศรัทธาในเสื้อแดง ก็ไม่น่าแปลก ที่จะเกิดเหตุเผาเมือง หลังการสลายการชุมนุม ซึ่งจนทุกวันนี้ คนที่ปลุกระดม และมีคลิปเป็นหลักฐานชัดเจนก็ไม่ถูกกล่าวถึง ชาวเสื้อแดง ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ เท่ากับพี่น้องที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม

ที่พูดเรื่องการเผาเมือง ไม่ถูกสนใจ หรือเรียกหาความยุติธรรมจากคนเสื้อแดง เพราะน้องที่รู้จักกัน ต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เขาลงทุนไปกับกองเพลิง หนี้สินที่หามาเป็นทุนเปิดร้าน ก็ยังต้องใช้หนี้สินกันต่อไป จนทุกวันนี้ หากไม่ได้เป็นคนขยันทำมาหากินก็คงหมดตัวไปแล้ว ที่น่าตลกคือ เมื่อเดือนที่แล้ว ยังต้องไปยื่นขอรับค่าเสียหายจากการถูกเผาร้านกันอยู่เลย ทั้งที่เขาไม่ได้พาตัวมาอยู่ในจุดเสี่ยง ณ บริเวณชุมนุมเหมือนผู้ชุมนุมอื่นๆ แต่กลับสูญเสียแบบไม่คาดฝัน และแทบไร้การเหลียวแล

ผมจึงไม่ได้รู้สึกสงสาร หรือเห็นใจผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากการชุมนุม แต่ก็ไม่สมน้ำหน้า เพราะคิดว่า พวกเขาอาจมาเพื่ออุดมการณ์ หรืออยู่ในจุดปลอดภัย ไม่รับรู้ถึงความรุนแรงที่มีอยู่รอบกาย แต่ที่สำคัญพวกเขารู้อยู่แล้วจากการประกาศของแกนนำเป็นระยะๆ ว่ามีอันตรายโน่นนี่ แต่ก็ไม่คิดจะรักษาชีวิตตนเองจากความเสี่ยงชีวิตเหล่านี้

ผมจึงคิดว่าคนที่ควรรับผิดชอบในชีวิตของพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิต ก็คือแกนนำเองด้วย ไม่ใช่กล่าวหาแต่รัฐบาลในขณะนั้น และผู้สลายการชุมนุม

ผมมองว่าปัญหาความขัดแย้งของคนไทยด้วยกันเอง เหตุมาจากจุดเล็กๆ แต่เป็นศูนย์อำนาจของชาติ คือการที่คนบางคนและบางกลุ่ม ถูกโค่นอำนาจ แล้วคิดจะทวงคืนอำนาจคืนมา พร้อมการแก้แค้น หนทางที่ดีที่สุดในทางการเมือง คือการปลุกระดม ซึ่งพวกเขาใช้ช่องทางสื่อสารมวลชน (ที่พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เพราะเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อสาร และโฆษณา) ค่อยๆ ทำให้ประชาชนได้คิดว่า เหล่านี้คือลัทธิอำมาตย์ มาล้มล้างพวกเขาซึ่งมาจากประชาธิปไตย ประเทศไทยแย่ เพราะถูกอำมาตย์ปกครอง และอยู่เบื้องหลัง ฝ่ายตรงข้ามพวกตนคือเผด็จการ และอำมาตย์ ฯลฯ

นานวันเข้าเหล่าปัญญาชนที่สนับสนุนเรื่องประชาธิปไตย ก็หันมาเข้าข้าง เหล่าประชาชน ที่ถูกสื่อสารมวลชนเข้าถึงได้ กล่อมให้เอนเอง จนเกิดเป็นลัทธิ และเหล่าผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต่างเทิดทูนคนที่เสียอำนาจนั้น เป็นตัวแทนของประชาธิปไตยที่แท้จริง

ยิ่งมีการเสียชีวิตของพี่น้องเสื้อแดง เหล่าผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเหล่าปัญญาชนผู้สนับสนุนประชาธิปไตย ก็ยิ่งมองเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ซึ่งผมก็เชื่อว่า หลายท่านอาจไม่ทราบถึงความรุนแรงที่มันมีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่จากกลุ่มชายชุดดำ หรือทหาร

ผมเชื่อมาตลอดว่า การเมือง ก็คือการเมือง ปัญหาทั้งปวง เกิดจากการเมือง มันก็จะดำเนินไปด้วยแนวทางของเกมการเมือง ที่แน่นอนว่า ก็เพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เพราะหากทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติจริงๆ ป่านนี้ประเทศไทยคงพัฒนาไปเท่ากับเกาหลีใต้ ที่เริ่มต้นประเทศไปพร้อมๆ กับไทย แต่ตอนนี้นำไปหลายช่วงตัว หรือแม้แต่มาเลเซีย ที่เคยล้าหลังกว่าไทย บัดนี้ก็แซงหน้าไปในหลายๆ เรื่องแล้ว

สำหรับผม จุดที่ชัดเจนที่สุดของความไม่เชื่อถือในคนที่เล่นการเมือง โดยเฉพาะเกมนี้ คือคำพูดของเหล่านักการเมือง ผู้มีอำนาจ และเสียอำนาจ กลับกลอก ปลิ้นปล่อน การหาเสียงที่สัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหาลูกของเขาสอบตก ส.ส. แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับรับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า เป็นเทคนิคการหาเสียง!! หรืออดีตนายกฯ ที่พูดเสมอว่าพอแล้ว เลิกแล้วกับอำนาจ ปล่อยวางแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่เบื้องหลัง และหลายครั้งก็ออกตัวว่าควบคุมการเมืองจริงๆ

ที่ตลกที่สุดเห็นจะเป็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ก็อ้างเหตุในการออกกฎหมายนี้ ว่าเพื่อความปรองดอง อยากให้คนในชาติปรองดองกันเสียที เลิกแบ่งฝักฝ่าย จนเมื่อแปรญัญติก็กลับแก้ข้อความกฎหมาย ให้เหมารวมนิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ของคนที่พูดเสมอว่าพอแล้ว นิยมความถูกต้อง นิยมประชาธิปไตย ที่โดนใจผมจริงๆ ก็คือการรีบเร่งลงมติรับรองร่างกฎหมาย 3 วาระภายในวันเดียว ผิดวิสัยของส.ส. ที่มักจะไม่ขออภิปราย (ทำงาน) กันดึกดื่น แต่คราวนี้ ขอให้รับรองกันจนกว่าจะผ่านกฏหมายจึงเลิกได้ มันแสดงให้เห็นถึงความรีบเร่ง และไม่บริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง และเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมจึงร่วมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้มากเป็นพิเศษ ทั้งที่ปกติก็แค่บ่น หรือไม่สนใจพูดถึง

ผู้ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือปัญญาชนที่มุ่งมั่นในแนวทางประขาธิปไตย น่าจะทราบกันได้แล้ว (คิดเองได้ครับ) ว่า เรื่องทั้งหมด ที่พวกเขาหว่านล้อมมาตั้งแต่พวกเขาถูกถอดจากอำนาจ ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขาเองทั้งสิ้น หาใช่ประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ และที่น่าเสียใจไปมากกว่านั้น พวกเขาหลอกใช้คนไทยทั้งประเทศ เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งผลประโยชน์ของเขา จนทำให้สังคมไทยแตกแยก อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่า คนไทย ที่รักสงบ จะกลายเป็นคนหยาบ ทุกสี ทุกฝ่าย

ผมว่าถึงเวลาที่เราควรแยกแยะเรื่อง แนวทางประชาธิไตย(และเผด็จการ) กับผลประโยชน์ของคนบางคน บางกลุ่มได้แล้วครับ แล้วพวกคุณที่รักประชาธิปไตย (เหมือนผม และคนไทยทุกคน) จะพบว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาแตกแยกการอยู่ร่วมกันของคนไทยอย่างสงบมาช้านาน

11 June 2011

แจ้งให้ทราบ

หลังจากใช้บล็อกนี้มาระยะหนึ่ง แล้วก็หายตัวไปอีกระยะหนึ่ง จนไม่นานมานี้ทางไมโครซอฟต์ ตัดสินใจปิด space live ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยเขียนบล็อกมาหลายปี (จนมันกลายเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ทำให้ไม่อยากเขียนลงใน space live แล้วย้ายมานี่ในที่สุด) แล้วย้ายบล็อกเก่าๆ ทั้งหมดที่มี ไปอยู่ wordpress ที่ดูเป็นบล็อกเป็นเรื่องเป็นราว

ผมมีปัญหากับ wordpress ในการปรับแต่งค่าโน่นนี่ ยุบยับไปหมด จนเกิดอาการงง และหลงทาง ตอนแรกตั้งใจจะใช้ชื่อ URL ว่า vdoubleu แต่ก็ใช้ไม่ได้ มีคนจองแล้ว ยังไงดี หาชื่อใหม่ไม่ได้ ก็เลยปล่อยทิ้งปล่อยขว้างไปพักนึง

ตอนนี้ได้ชื่อล่ะ ไหนๆ จะเขียนเรื่องส่วนตัวๆ ง่ายๆ บ้าๆ บอๆ อาจมีสาระบ้าง ไม่สาระบ้าง เหมือนกับตอนที่เขียน space live ตอนนั้นคิดว่าที่นั่นคือบ้าน คือเขียนบล็อกได้ ลงอัลบั้มภาพได้ ลงเพลงได้ ปรับแต่งโน่นนี่ได้ ก็เลยรู้สึกสนุกกับการเขียนบล็อก ตอนนี้ทุกอย่างที่เคยอยู่ใน space live มันมาอยู่ที่นั่นแล้ว (เว้นอัลบั้มภาพ)

ก็เลยให้ชื่อว่า maisonvw.wordpress.com ครับ ตอนนี้ขอเวลาตกแต่งบ้านใหม่สักพักครับ


แต่ถ้าอยากอ่านเรื่องเก่าที่เคยเขียนไว้ ก็เชิญสำราญได้เลยครับ

12 October 2010

คิดถึง

คิดถึงบล็อก ไม่ได้อัพเดตนานละ

ไว้จะมาเม้าท์มอยนะทุกท่าน

12 August 2010

Tokyo Tower


ผมซื้อนิยาย "โตเกียวทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้งคราว" ตั้งแต่หนัง "Tokyo Tower รักยิ่งใหญ่ หัวใจให้เธอ" ลาโรงบ้านเราไปได้สักพัก (ประมาณปลายปี 2551) ที่ไม่ดูหนังเรื่องนี้ (คือเรื่องเดียวกันทั้งนิยาย และหนัง) เนื่องจากอยากอ่านนิยายให้จบก่อน และคิดว่าซื้อดีวีดีดูทีหลังก็ได้ อยากอ่านนิยายให้เต็มอิ่มกับพรรณาก่อนจะมาดูหนัง ที่คงย่นย่อเรื่องไปพอควรตามข้อจำกัดของหนัง

พอได้หยิบอ่านครั้งแรก อ่านไปได้สองสามบท ก็เริ่มเบื่อ เพราะผู้เขียนบรรยายสภาพตอนเด็ก แม่ พ่อ ยาย และย่า อย่างละเอียดละออ มีการตัดพ้อ การบรรยายสภาพที่แปรเปลี่ยนไป ทั้งสถานที่ และคน ...ทำไมมันช่างยืดยาด ว่าแล้วก็คั่นไว้ไม่อ่านต่อ (จริงๆ ผมมันคนไม่ชอบอ่านบทต้นๆ ของนิยายต่างหากล่ะครับ ไม่ใช่ความผิดปกติของนิยายเรื่องนี้)

กระทั่งเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว มีเหตุให้ต้องนำร่างผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ก่อนไปผ่าตัดก็ตั้งใจว่าจะเอาหนังสือไปอ่าน เผื่อจะเบื่อ เผื่อจะอยู่เซ็ง นึกได้ว่ายังอ่านโตเกียว ทาวเวอร์ไม่จบ ก็เลยหยิบเล่มนี้ติดมือไปโรงพยาบาลด้วย


จริงดังว่า ผ่าตัดเสร็จ ก็เบื่อ เนื่องจากแผลเล็ก หายเร็ว ไม่เจ็บมาก จึงนำหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อให้จบ..


จากสิ่งที่เขาปูเรื่องไว้ ให้รู้สึกว่าน่าเบื่อ ทว่า มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับความธรรมดาที่ผู้เขียนบรรยายไว้ "แม่" เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของตัวละครในเรื่องมากขึ้น ตัวละครอื่นๆ เริ่มจางไป แต่กลับทำให้เห็นภาพว่าแม่ของแม่ และแม่ของพ่อ และพ่อ สำคัญกับชีวิต และความผูกพันที่เกิดระหว่างเขากับแม่ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับแม่


ตัวละครเอก อายุราวคราวเดียวกันกับผม แม่ในนิยาย ก็รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ผม ต่างกันตรงที่ผู้ป่วยในเรื่องคือแม่ ในชีวิตจริงคือผม ซึ่งก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่าแม่ในนิยาย คนที่เฝ้าไข้แม่ในนิยายก็คือตัวเอก ส่วนชีวิตจริง ทั้งพ่อและแม่มาเฝ้าไข้แทบจะไม่ห่างกันเลย


นอนบนเตียงพยาบาล ก็อ่านนิยายไป ก็ยิ่งได้บรรยายากาศ เนื้อเรื่องงวดเข้าไปทุกขณะ ก็เริ่มรู้สึกหดหู่ ...ไม่ไหวแล้ว ยิ่งอินไปกับเนื้อเรื่อง เพราะแค่เราปวดถุงน้ำดีก่อนหน้าที่จะผ่าตัดก็แทบแย่ ต้องให้ยาจำพวกเดียวกับมอร์ฟีนเพื่อระงีบการปวด แล้ว "แม่" ในเรื่องไม่เจ็บกว่าเรามากมายหรือ


ไม่ไหวแล้ว ...อ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะยิ่งเศร้า ยิ่งสงสาร "แม่" ในเรื่องมาก น้ำตาก็ไหลพราก ร้องไห้กระซิกๆ ก่อนที่จะปล่อยโฮ !! คือร้องไห้งอแง น้ำตา น้ำมูกไหล แบบไม่ห่วงสวยกันเลย (เพราะอยู่คนเดียวในห้องผู้ป่วยน่ะ) ทรมานการอ่านในสภาพของเราเช่นนั้น ราวกับอยู่ในนิยายด้วย


จึงต้องหยุดการอ่านไว้แค่นั้น และก็ไม่กล้าหยิบขึ้นมาอ่านอีกเลย กระทั่งทุกวันนี้ เพราะพอจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ "แม่" ในท้ายที่สุด ...ขนาดแค่นี้ยังอ่านไม่ไหว แล้วตอนจบไม่เศร้าใจสลายไปเลยหรือนี่


ส่วนดีวีดี ก็ซื้อหลังจากที่วางขายได้ไม่นาน คิดว่ายังไงก็จะดูแน่นอน แต่มาวันนี้ชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าจะดูไหว ก็ยังห่อพลาสติกเอาไว้เหมือนเช่นวันที่ซื้อมา ยังไม่มีแววว่าจะกล้าพอที่จะหยิบมาดูวันไหน


แต่ที่แน่ๆ คงต้องเป็นหลังจากที่อ่านนิยายให้จบเสียก่อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อยู่ดี


ที่เขียนมาทั้งหมด เหมือนจะเป็นเรื่องเศร้าของ "แม่" ที่ดันมาเขียนวันแม่ ก็แค่อยากบอกว่า ชีวิตไม่ใช่นิรันดร์ ไม่รู้วันไหนจะกลับสู่พื้นดิน เมื่อวันนี้ คุณๆ ยังมีแม่ ที่รักและห่วงใยเราอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คุณๆ ก็ควรใช้ชีวิตร่วมกับคุณแม่ (และคุณพ่อ) ให้เป็นเวลาที่ดี และมีความสุขที่สุด จะได้ไม่นึกเสียดาย ยามที่เขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว


ทุกวันนี้ ทุกวันอาทิตย์ จะให้เป็นวันที่อยู่กับพ่อและแม่ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันครับ เพื่อนๆ สนิทๆ ก็จะรู้ และไม่ชวนไปไหนวันอาทิตย์ นี่คือหนึ่งในสิ่งเล็กๆ ที่ผมพอจะทำให้แม่และพ่อได้ แต่เทียบไม่ได้กับสิ่งดีๆ ที่ทั้งสองมอบให้มาทั้งชีวิต


สุขสันต์วันแม่ และของให้แม่ทุกๆ คนบนโลกนี้มีความสุขที่สุดครับ


รักม่าม้านะ <3

26 April 2010

เพราะอะไร?

เมื่อวานคุณ A (นามสมมุติ) โพสต์สเตตัสบน facebook "รายการคลายปมดิ นอนดูไปน้ำตาไหลไป ทำให้ผมเกลียดไอ้พวกตำรวจเหี้ยๆ ที่ไล่ตีชาวสีลม แม่งไอ้ตำรวจหัวควย ไอ้สัด"

ก็มีคนมาคอมเม้นต์ต่างๆ ต่อไปนี้

"ทนดูไม่ได้"

"เราจะทำอย่างไรกับไอ้ตำรวจดีนะ"

"ตอนนี้เหมือนหลายๆฝ่ายปล่อยให้เวลามันผ่านล่วงเลยไปวันๆ ซึ่งก็ไม่เข้าใจกระบวนการของฝ่ายที่บอกต้อการรักษากฏหมาย ก็เห็นแต่คนทำผิดกฏหมายตลอดเวลา แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ... กลับกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมในการเรียกร้อง อีกหน่อยใครมานั่งปิดถนนไหนก็คงไม่ผิดแล้วแหละ ปล. เริ่มเบื่อรัฐบาล ทำไงดี"

"ดูอยู่เหี้ยจิงๆ"

คุณ B เข้ามาโพสต์ตอบว่า "เกลียดตำรวจ"

แล้วคุณ A เจ้าของกระทู้ก็มาตอบว่า "อย่าไปให้มันแดกอะไรนะคับพี่ๆ ให้ทหารอย่างเดียวพอ ไอ้พวกตำรวจอย่าให้กิน เลว เกลียดแม่ง"

ผมก็เลยเข้าไปถามเขาว่า "เขาพูดถึงตำรวจอย่างไรบ้างหรอคับ สงสัยอยู่เหมือนกันที่คนไม่ชอบตำรวจช่วงสาม-สี่วันนี้ เพราะอะไร แต่ไม่ได้ตามว่าเพราะอะไร"

สักพักคุณ B ก็ตอบกลับว่า "@Koko ไม่ต้องมีใครพูดถึงพวกตำรวจเลว หรอกคะ ดูจากการกระทำก็แล้วกัน ลองหาคลิปดูเองนะ ที่แน่ๆๆ ช้านนนนนนน เกลียดตำรวจ"

แล้วคุณ A เจ้าของสเตตัสก็เข้ามาอธิบายเพิ่ม "ตำรวจมันเหี้ยไงพี่ เหี้ยยังไงเหรอคับ พวกมันไล่ตีคนสีลม คนเสื้อหลากสี ที่ชุมนุมปกป้องพื้นที่ทำกินของพวกเค้า แทนที่ไอ้สัดเดรรัจฉานสีกากีเหล่านี้มันควรจะไปปกป้องคนสีลม มันกับไปไล่ตีเค้า และยังฉายสปอทไลน์ไปทางกลุ่มชาวสีลม เพื่อให้พวกเสื้อแดงมันเห็นเป้าหมายไดชัดเจน แค่นี้พวกมันเหี้ยไหมครับพี่"

ผม ไม่รู้เสือกหรือเปล่า คิดอยู่นานก็เลยตอบไปยาวๆ "โอเค เก็ตละ ว่าเหมือนอย่างที่คิด ขอบคุณครับ ^^

ขออธืบายถึงเฉพาะประเด็นของตำรวจครับ เพราะจากเหตุผลเหล่านี้ ดูเหมือนคนส่วนใหญ่กำลังเข้าใจตำรวจผิด

ถือซะว่าเป็นอีกมุมครับ เพราะได้ไปร่วมกับคนสีลม วันอังคาร + พุธ (แต่กลับก่อนที่จะตีกัน) ตำรวจค่อนข้างจะเกรงใจผู้ชุมนุม ไม่กล้าบอกให้ผู้ชุมนุมสีลมออกจากถนนสีลมเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ผู้ชุมนุมสีลมส่วนหนึ่งอารมณ์ร้อน มีรถบรรทุกแปะสติ๊กเกอร์เสื้อแดงผ่านมา ก็บล็อครถเขาแล้วเข้าไปขูดสติ๊กเกอร์ และทุบกระจก หรือผู้หญิงสวมเสื้อแดงนั่งในแท็กซี่ ผู้ชุมนุมก็จะเข้าไปกระชากเขาออกมาจากรถ เหล่านี้คนที่ดูทีวี อาจไม่ค่อยได้เห็น หรืออาจจะไม่ค่อยเป็นประเด็น คลิปวิดีโอก็คงไม่ค่อยมีคนใส่ใจ ว่าคนสีลมก็อารมณ์ร้อนไม่แพ้กัน ขณะที่เสื้อแดงก็พูดยั่วยุออกลำโพงเสียงดังตลอดเวลา ก็ยิ่งเพิ่มความโมโหของคนสีลม

คืนที่ตีกันคืนแรก ตำรวจก็ไม่ได้จับกุมใคร หรือทำร้ายใคร (มั้งครับ)

ทำให้เข้าใจได้ในวันที่เกิดระเบิด ก็จะต้องมีคนไม่พอใจมากๆ ที่เห็นความสูญเสีย ขณะเดียวกันก็น่าเห็นใจตำรวจ เพราะถ้าพี่เป็นตำรวจ ก็คงจะห้ามปรามคนฝ่ายสีลมที่ดูจะคุมง่ายกว่า และไม่มีอาวุธร้ายแรงเหมือนคนเสื้อแดง จะให้ตำรวจบุกไปปราบเสื้อแดง พี่ก็ว่าตำรวจคงไม่ทำ เพราะวันที่ 10 เมษา ขนาดทหารไปปราบ ยังตายคาสีแยกคอกวัว ทะลึ่งบุกเข้าไปห้ามเสื้อแดง โดนระเบิดมาตำรวจก็ตายอยู่ดีมั้ย

เวลา 5 ทุ่ม วันพฤหัส ที่มีกลุ่มคนอีกกลุ่มกลับเข้าไปจะลุยเสื้อแดง ทราบว่าตำรวจก็เข้าไปห้าม แต่ถูกผู้ชุมนุมทำร้าย เข้าใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มนั้นคงโกรธตำรวจว่าทำไมมาห้ามตน (เหมือนที่หลายคนเข้าใจ) ตำรวจก็ต้องจับกุมไป เพราะถ้าไม่จับไปก็คงไม่หยุด แต่ที่สุดก็ปล่อยตัววันต่อม

ที่พิมพ์มาทั้งหมด ไม่ได้จะเข้าข้างใคร แต่เผอิญได้เห็นและลองประมวลดูว่า มันน่าจะมีที่มาที่ไปเช่นนี้ แต่ถ้ามีเหตุผลอะไรที่พี่ไม่ทราบ ก็ยินดีรับฟังข้อมูลต่างๆ และขอโทษไว้ ณ นะคับ

ส่วนประเด็นอื่นไม่มีข้อโต้แย้งครับ^^"

สักพักคุณ B ก็เข้ามาตอบ "เราก็อยู่ที่สีลมในคืนนั้น ระเบิดมาลงตรงที่ ชาวสีลมอยู่ แล้วบาดเจ็บกัน อยากถามว่าทำไมตำรวจไม่เข้ามาช่วยประชาชน เห็นวิ่งไปมุดหัวอยู่ข้างเสา ใต้หลังคาร้านค้า มีแต่ทหารวื่งออกมาช่วย จากนั้น ระเบิดของพวกสัตว์นรก ลูกต่อมาก็ลงอีก ที่นี้ลงหน้าธนาคารกรูงศรี โชคดีของเราที่กำลังเดินข้ามถนนจะกลับพอดี ยังต้องวิ่งย้อนกลับไปช่วยป้าคนนึง ที่เป็นลมอยู่ ขอถามคุณว่า เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะใคร ตำรวจทำไมไม่ออกมาช่วย หรือไปจับพวกมันละ ก็เพราะตำรวจมันขี้ขลาดไง แต่กลับมาไล่ทุบตีชาวบ้าน ทั้งๆที่พวกเขาไม่มีอาวุธเลยชาวสีลมเขาถึงโกรธถ้าคนที่โดนระเบิดเป็นญาติคุณ คุณจะโกรธมั๊ย ไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจไหม ที่แน่ๆๆ ช้านนนนนนนเกลียดตำรวจ พวกขี้ขลาด"

ก็รู้สึกว่าเขาอ่านไม่เคลัยร์ อ่านไม่แจ้งหรืออย่างไร ก็เลยขออธิบายเพิ่ม "ก็ตามที่บอกไปแล้วงัย ตำรวจกลัวตายงัย ก็เลยเคลียร์กะคนสีลมง่ายกว่างัยคับผม :)

เข้าใจว่าคุณ B โกรธ และมีสิทธิโกรธ ผมก็โกรธ เพราะผมก็ทำงานอยู่แถวที่พวกแดงมันปิดล้อม ต้องเจออะไรเซ็งๆ เสียววๆ ทุกวัน และก็โกรธที่พวกแดงหาว่าคนที่มาชุมนุมสีลมถูกจ้างมาหัวละ 500 ทั้งที่ผมและอีกหลายคนที่มาชุมนุม ต่างเป้นคนทำงาน+อยู่แถวนั้น เหมือนกับคุณ และผมแค่อยากให้ใจเย็นๆ และต้องการให้มองใจเขาใจเราอ่าคับ ตำรวจก็คน มีแต่กระบองกะโล่ พวกแดงมีระเบิด และพวกเขาสู้ไม่จำกัดรูปแบบอยู่แล้วคับ ขอถามคุณกลับบ้างครับว่า ถ้าญาติคุณ หรือคุณเป้นตำรวจในเหตุการณ์นั้น คุณจะบุกปราบม็อบแดงมั้ย ทั้งที่เห็นอยู่ว่าเคลียร์หรือคุยกะคนสีลมจะรู้เรื่องกว่าพวกนั้น

ไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจไหม ถึงผมจะไม่ชอบตำรวจ ไม่ชอบแกนนำเสื้อแดง แต่กรณีนี้ก็เห็นใจตำรวจเหมือนกันครับ

ปล. ไม่ได้โกรธคุณ B หรือใครก็ตามนะ แค่อยากอธิบายกรณีนี้ (กรณีเดียว) ในมุมมองของผมครับ ขอโทษด้วย ถ้าพืมพ์ไปไม่ถูกใจคับ^^

ขอโทษ A ด้วยคับ"

ระหว่างนั้นก็มีคนเข้ามาโพสต์เป็นระยะๆ "ไม่เคยให้ของเลยตำรวจ แต่พวกมันชอบไปเอาของทหารมากิน ไอ้กาฝาก เดะพรุ่งนี้ไปทำงานก่อน จะพุดแขวะพวกแม่ม"

"เหมือนกันเลยอ่ะ หมดคำพูด หมดคำบรรยาย หมดคำด่า เพราะด่าไปมันก็ไม่สน เหนื่อยอ่ะ"

และ "ผมด้วยครับพี่ๆ A เหงด้วยกับพี่ B ด้วยครับ ^_^
ทุกคนคนกทม.เข้าใจหมดแล้วครับพี่ๆว่าเปงกันอย่างไรบ้างๆๆ ยังงัยกอขอให้เหตุการณ์ร้ายๆๆๆๆ ผ้านพ้นโดยไว สงบสุข ไม่มีการสูญเสีย การทำร้ายใดใดด้วยเถอะครับ ผมขอภาวนาไว้ ณ ที่นี้ครับ"


________________________________________________________________________________________



จริงๆ น่าจะยังไม่จบคอมเม้นต์ เพราะคุณเจ้าของกระทู้หลับไปแล้ว (มั้ง) ถ้ามีต่อ เด่าได้ว่า คงมีคนตอบคอมเม้นต์ผมบ้าง ไม่มากก็น้อย จะดีหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่า ได้เขียนอย่างกลางที่สุดแล้ว

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผมเสือก หรือหวังดีแบบผิดกาละเทศะกันแน่ เพราะคนกำลังโมโหก็เสือกไปแย้งเขา และก็คิดว่า เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะต้องไปเคลียร์ให้เปลืองตัว เผลอๆ พอคนอารมณ์ร้อน มีอคติ ก็จะถูกหาว่าเป็นอีกฝ่ายไปด้วย

ไม่เอาแล้ว เป็นบทเรียนว่าอย่าเสือกเรื่องชาวบ้าน!!

เห้อ สังคมเราเป็นอะไรไปแล้วนะ

เพราะอะไร???

22 April 2010

ถุงพลาสติกใบละบาท

นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานการประชุมความร่วมมือเพื่อส่งเสริมลดปริมาณมูลฝอย ลดใช้ถุงพลาสติก ลดโลก โดยเชิญหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมประชุมเพื่อเตรียมการจัดงานแถลงข่าวและลงนามความร่วมมือ ( MOU) ในวันที่ 22 เม.ย. บริเวณสวนสาธารณะจตุจักร

เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันลดภาวะโลกร้อน ด้วยการดำเนินโครงการ 45 วัน โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินการร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1.ดำเนินการประสานงานและสนับสนุนกิจกรรมที่นำไปสู่การลดใช้ถุงพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 2.ร่วมกันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดการใช้ถุงพลาสติกไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป และ 3.ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อให้ความร่วมมือเกี่ยวกับการลดการใช้ถุงพลาสติกอย่างต่อเนื่อง

อยากขอความร่วมมือกับทางห้างสรรพสินค้าหรือห้างค้าปลีก โดยเก็บค่าถุงใบละ 1 บาท ซึ่งจะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการภาษีถุงพลาสติก โดยต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินการดังกล่าว ว่าเป็นการลดต้นทุนการผลิตถุง และเป็นการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกซึ่ง กทม. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและกำจัดถึง 1.78 ล้านบาท/วัน จากปริมาณถุงพลาสติกที่มีประมาณ 1,800 ตัน/วัน หรือร้อยละ 21 ของปริมาณขยะที่กทม.จัดเก็บได้ทั้งหมด 8,900 ตัน/วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้หารือกันอย่างกว้างขวางถึงประเด็นการจ่ายค่าถุงพลาสติก 1 บาท ว่าอาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจ และไม่ยินดีจ่าย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มีการสรุปผลว่า อาจจะมีการชักจูงประชาชนโดยการขอความร่วมมือ ในการลดใช้ถุงพลาสติก หรือถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ถุงจริงๆ ก็อาจจะเป็นเงินบริจาคให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา ในลักษณะ โครงการ “ 1 บาท เพื่อพ่อหลวง ” หรือ หันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกไปเลย ก็น่าจะดี ซึ่งจะมีการรณรงค์ตามห้างฯ อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกด้วย

(ข่าวจาก http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=443836)


เพิ่มเติม: ตอนนี้มีห้างสรรพสินค้า และร้านค้าขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการนี้ 21 แห่ง ซึ่งจริงๆ หลายประเทศในยุโรปก็ทำกันเป็นปกติไปแล้ว และล่าสุดเมื่อปีที่แล้วที่ฮ่องกง คิดถุงละ 50 เซ็นต์ ซึ่งก็ดี เพราะทำให้เรารู้สึกว่า ควรจะเอาถุงผ้าที่เคยฮิตแจกกันจนเป็นขยะในบ้าน มาใช้ได้แล้ว

09 March 2010

อัพเดตชีวิต - ทำประกันแล้ว

ตั้งแต่ปีใหม่ ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเขียนลงในบล็อกนี้ และบล็อกโน้น ทั้งที่มีเรื่องจะให้เขียน และอยากเขียนเยอะแยะไปหมด อะไรดีๆ อะไรงงๆ ต่างเข้ามาในชีวิตเยอะแยะไปหมด เอาเป็นว่ามาอัพเดตชีวิตเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ลืมกันไปเสียก่อน

เรื่องแรกที่นึกออกคือ อาทิตย์ที่แล้วเพิ่งจะได้ทำประกันภัย พลัส ประกันสุขภาพกะเขาเสียที หลังจาก 'ว่าจะ' มาหลายปี จนเมื่อปีที่แล้วถูกหามเข้าห้องผ่าตัด ก็ได้รู้ซึ้งและตั้งใจจะทำประกันเสียที แต่กว่าจะจรดปากกาเซ็นประกันก็เล่นเอาเหนื่อยเซลล์ประกันไปเหมือนกัน เพราะเอาแต่ผลัดวัน และเล่นตัวไปเรื่อย นี่มันชีวิตของใครกันเนี่ยะ!!

น้องเบน ผู้ช่วยที่ออฟฟิต บอกอย่างน่าคิด จนต้องของเรียกว่าเป็นนิยามของการทำประกันว่า "การช้อปปิ้งของที่เราไม่อยากได้" ...คงไม่ต้องอธิบายความนะ

ทั้งหมดทั้งปวง ก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และมีสติ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ยิ่งอายุมาก ก็ต้องค่อยๆ อย่ารีบ ชีวิตไม่ได้ต้องการความรีบเร่งไปเสียทุกเรื่อง เรีื่องชีวิตเร่งๆ รีบๆ เนี่ยะ เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังต่อละกัน (ถ้าไม่ลืมนะ)

ไม่รู้จะยังมีใครตามอ่านหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้ คงไม่เอาไปอัพลงใน facebook หรอกนะ :)

31 December 2009

บ้ายบายปีวัว สวัสดีปีเสือ


ดีใจจังที่ปี 2009 กำลังจะจากไป เพราะรู้สึกว่าปีฉลู (ปีเกิดนะนั่น) ดูจะ 'เฮงซวย' ตั้งแต่เริ่มปี จนถึงปลายปี เรื่องใหญ่ที่สุดคงจะเป็นอาการกะเสาะกะแซะจากนิ่วในถุงน้ำดี จนต้องหามเข้าโรงพยาบาล และที่สุดก็ต้องผ่าตัดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นการผ่าตัดครั้งแรกในชีวิตด้วยสิ
เรื่องแย่ถัดมาคือเลิกกับแฟนที่คบกันมา 3 ปี แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน จู่ๆ ก็ได้เมล์มาบอกเลิกซะงั้น ก็โอเคครับ เพราะเคยบอกเขาว่าให้รักตัวเองมากๆ วันนี้เขาก็รักอนาคตตัวเอง แต่วันที่เลิกกันนี่สิ ตรงกับวันเกิดพอดี เป็นของขวัญวันเกิดที่คงจำได้ไปชั่วชีวิต ถึงตอนนี้ก็ยังคงเซ็งๆ
เรื่องต่อมาไม่รู้จะเรียกว่าดีหรือร้าย เพราะต้องเสียเพื่อนไปแบบงี่เง่า เป็นสงกรานต์ที่ดีและแย่พอๆ กัน เรื่องแย่ก็บอกแล้วว่าเสียเพื่อน แต่เรื่องดี ก็คือทำให้ได้รู้จักคนมากขึ้น
เรื่องแย่ๆ ล่าสุดเห็นจะเป็นเรื่องนาฬิกาหาย อันนี้เรื่องมันงี่เง่าอีกแล้ว เพราะเพื่อนซื้อนาฬิกาที่ชอบได้ในราคาพิเศษ เป็นนาฬิกาที่ทำเป็นสร้อยคอของ Coach เพื่อนแสนดีก็เอามาให้ลองถึงสนามเสือป่า งานดนตรีที่เพิ่งผ่านไป ก็บอกว่าเดี๋ยวเอาไปลองที่บ้าน ลองตรงนี้มองไม่เห็น กลับถึงบ้าน นาฬิกาที่ซ่อนไว้อย่างดีก็ร่วงไปเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ที่สนามเสือป่า
นอกนั้นก็มีเรื่องบางเรื่องที่เล่าตรงนี้ไม่ได้ และอีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่มาให้เซ็งแบบเล็กๆ น้อยๆ แต่หงุดหงิดอารมณ์ ซึ่งจะมีมาให้เซ็งแบบนี้แทบทุกอาทิตย์ และแน่นอนว่ามีมาทุกเดือน คราวแรก ว่าจะจดเอาไว้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ท่าจะเยอะมาก เลยไม่จดดีกว่า ปล่อยให้มันเลือนหายไปกับความทรงจำดีกว่า
ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง คงเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจะดีขึ้นๆ อย่างน้อยก็ขอให้ไม่แย่ หรือเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนปีนี้ และขอให้คำอธิษฐานครั้งต่อไปนี้ไปถึงยังเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้แต่ศัตรู หรือคนที่เกลียดผมก็ตาม มีมิตรดีกว่าศัตรูล่ะครับ
ลาทีปีเซ็งๆ
ขอให้ปีเสือ 2010 เป็นปีที่ดีที่สุดอีกปีของทุกๆ คน มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ :)

29 December 2009

อโหสิ ถ้าคิดได้

หลายวันก่อน ได้เห็นคนที่เกลียดเรา เขาทำตัวเองคล้ายกับที่ว่าเรา (แต่คงเนียนกว่า) จากที่เคยโมโหว่าทำไมต้องมาเกลียดกันขนาดนี้ ก็เลยรู้สึกสงสาร และรู้สึกเสียดายที่รู้จักกันมา แต่ก็ไม่รู้จักกันดีพอ ..แต่ถามว่าเกลียดเขาไหม ไม่นะ ไม่เกลียด เพราะเรื่องที่เกิดเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะเกลียดกัน เคลียร์คือเคลียร์ จบคือจบ ไม่ใช่ต่อความเอาเองภายหลัง เพราะนั่นก็แสดงว่าไม่จบ!

รู้สึกน้อยใจมากกว่า ว่าทำไม ว่าเราได้ แต่ตัวเองก็ทำเสียเองล่ะ!

บางครั้งการจะพูดอะไร การอวดภูมิ หรืออวดตน ขอให้พิจารณาตนก่อนว่าดีดังพูดหรือเปล่า เข้าใจในสิ่งที่ตนพูดหรือไม่ มิฉะนั้น คำเหล่านั้นจะย้อนกลับมาทำลายตัวเอง - อโหสิให้บรรดามืออาชีพทั้งหลายครับ

และคงไม่เป็นฝ่ายเริ่มเข้าไปหาอีกแล้วครับ เพราะให้เกียรติกันไปเรียบร้อยแล้ว พูดกันแบบมืออาชีพแบบไทยๆ ผู้อาวุโสน้อยกว่า ย่อมต้องมีสัมมาคาราวะต่อผู้มีอาวุโสกว่า หรืออย่างน้อย ...มารยาททางสังคม

ย้ำอีกทีว่าไม่เคยเกลียด แต่มีโกรธบ้าง (ดังที่เขียนไปแล้วข้างต้น) และพร้อมให้คิดใหม่เสมอ ถ้าอ่านแล้วนึกขึ้นได้ มองคนรอบข้าง แล้วมองตนเอง ลดทิฐิ ลดความอวดตนลง ก็คุยกันได้เสมอ

แต่ถ้ายังเป็นมืออาชีพแต่ปาก ก็ขอเชิญอยู่ในโลกแห่งความสุขของคุณต่อไปเถิด ...เพราะผมก็เหนื่อยจะเคลียร์

05 December 2009

Long Live The Great King






" ทรงพระเจริญ "





.