13 October 2016
14 June 2014
สงสารทหาร
ผบ.ทบ. ตรงไปตรงมากับความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และความเป็นไปของบ้านเมือง ที่ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งกัน ท่าออกมากล่าวถึงเรื่องความขัดแย้งในบ้านเมืองมานาน ว่าขอให้ทุกฝ่ายปรองดอง ยุติความขัดแย้ง และทหารจะขอไม่ยุ่งเกี่ยวในความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
ผลคือ ทั้งสองคู่ขัดแย้ง ก็รุมด่า เรียกว่าเตือนไปทางนั้น อีกทางก็ด่า ไปยืนข้างนายกฯ อีกฝ่ายก็ด่า แต่ลึกๆ ต่างฝ่ายต้องการให้ทหารมายืนข้างตน
พลันเมื่อความขัดแย้ง มาถึงจุดเผชิญหน้า และใกล้เข้าสู่แตกหัก เพราะ "ทั้ง 2 ฝ่าย" ต่างไม่ยอมกันและกัน แนวโน้มึวามรุนแรง และสงครามกลางเมืองใกล้ปะทุ ชาวบ้านร้านช่องต่างก็ทราบดีถึงข้อนี้ ทหารจึงต้องดำเนินการอะไรสักอย่าง ในญานะที่ทั้งวิงวอน ทั้งเตือน และทั้งขู่ทั้งสองฝ่ายมานาน
จนเกิดการรัฐประหาร อย่างที่ทราบกัน
ผมไม่ชอบการรัฐประหาร เพราะรัฐประหาร คล้ายกับการใช้กำลังบังคับขืนใจให้จำยอม มันทำให้เราไม่เรียนรู้ที่จะเจรจา ไม่เรียนรู้ที่จะทำอะไรเพื่อบ้านเพิ่อเมืองอย่างที่ควรจะเป็น และการรัฐประหาร บางครั้งก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ถ้าเป็นไปในทิศทางที่คนต่อต้านรัฐประหารลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังล่ะ บ้านเมืองก็เลี่ยงที่จะเกิดสงครามระหว่างคนในชาติด้วยกันไม่ได้อยู่ดี ...แต่ประเทศไทยโชคดี ที่การรัฐประหารครั้งนี้ราบรื่น
(อนึ่ง ผมไม่เคยชอบ ประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชน ได้ใช้อำนาจผ่านการเลืองตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบไทยๆ ที่เหล่า ส.ส. ต่างต้องเคารพในมติพรรค เดินตามแนวทางของพรรคการเมือง ที่พรรคการเมืองก็ชอบอ้างความชอบธรรมที่มาจากเสียงของประชาชน ...ผมเลือก ส.ส. เพราะผมต้องการให้ ส.ส. ทำงานเพื่อราษฎรในท้องถิ่น ไม่ใช่ทำงานเพื่อพรรคการเมือง ผมจึงไม่เคยเคารพในตัวนักการเมือง ไม่เคยเคารพในตัว ส.ส. และรังเกียจการนอบน้อมต่อนักการเมือง)
ผมไม่ได้ดีใจ ที่เกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ แต่ผม "สบายใจ" ที่ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องคอยกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อชีวิตของผม ต่อครอบครัว และต่อบ้านเมืองที่ผมอาศัย ผมต้องขอบคุณ ผบ.ทบ. ที่ตัดสินใจเด็ดขาดทำรัฐประหาร เพราะการรัฐประหารครั้งนี้ ได้ "ยุติ" การเผชิญหน้าจนหมดสิ้น แต่แม้การเผชิญหน้าหมดไป ก็ไม่ได้หมายความว่าคนในชาติกลับไปรักกันเหมือนที่เคยเป็นมา เพียงแค่ย้อนกลับไปสู่ก่อนการเผชิญหน้า ที่ยังคุกกรุ่น และพร้อมจะเผชิญหน้ากันอีก ...คุณๆ คงรู้สึกได้เอง
หลายคนที่เคยด่าทหาร ที่ไม่ออกมาเข้าข้างตนสักที พอสบโอกาสที่รัฐประหาร ก็เหมาเอาว่าทหารเข้าข้างตน กำจัดรัฐบาลอันเป็นศัตรู ต่างส่งเสียงดีใจ และรักทหาร ทำนองเดียวกันก็เยาะเย้ยอีกฝ่าย ที่ถูกเรียกตัว กักกัน และถูกจับ ทั้งที่ในความเป็นจริง เหตุผลในการรัฐประหาร ที่ ผบ.ทบ. ที่เป็นหัวหน้า คสช.อีกตำแหน่ง กล่าวย้ำเสมอว่า ที่ทำรัฐประหาร ก็เพื่อยุติความขัดแย้ง และเพื่อให้คนไทยกลับมารักกัน ปรองดองกัน
เอาจากที่เห็นแค่บนเฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์ ต่างฝ่าย ต่างก็ยังด่าอีกฝ่าย เหมือนก่อนเกิดรัฐประหาร สะใจที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ที่ตลกก็คือ หลายคนมองว่า ใครต้านรัฐประหาร ถือว่าเป็นฝ่ายเลว ซึ่งข้อหลังนี้ผมว่ามันแปลกดี ผมถือว่าเป็นสิทธิของพวกเขาที่จะแสดงออกในวิธีของเขา (แต่แสดงออกแล้วจะถูกจับกุม หรืออะไรก็เรื่องของเขา) เหมือนที่ผมถือว่าการแสดงออกของมวลมหาประชาขนที่เดินขบวนต่อต้านนิรโทษกรรมก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำ หรือสิทธิที่ออกมาปิดถนนทั้งของเสื้อแดง (2553) และกปปส.(2556-2557) ที่มันไม่ควรจะถูกต้องแต่ทั้งสองฝ่ายก็อ้างว้ามีสิทธิ
ผมเองก็แสดงออกว่าไม่ขอบรัฐประหาร ในแบบของผม คือการพิมพ์ให้ได้ทราบทั่วกัน แต่ผมก็มีเหตุผลที่จะรู้สึกสบายใจดีกับการรัฐประหารครั้งนี้ เช่นเดียวกับเหตุผลที่หัวหน้า คสช.ท่านได้แจ้งเอาใว้ ในสถานการณ์ที่ทั้งไม่ชอบ และสบายใจกับการรัฐประหารครั้งนี้ ก็เลยลงท้ายด้วยความ "เฉยๆ"
ผมว่า ทั้งสองฝ่าย ไม่สนใจเรื่องปรองดอง ยังคงสนใจว่าใครจะเป็นผู้ชนะเบ็ดเสร็จ การจับมือปรองดอง ยุติบทบาทของพวกเสื้อแดง เป็นแค่การแสดง ตราบเท่าที่นักการเมือง คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งยังไม่ยุติ และปรองดองกันอย่างแท้จริง เดี๋ยวละครบทเดิมก็กลับมาอีก
ข้อความที่พร่ำบอกว่ารักทหาร ก็เป็นแค่ผลประโยชน์จากที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้รับ และรู้สึก เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นใครที่บอกว่ารักทหาร จะยอมปรองดองเพื่อเหล่าทหารอันเป็นที่รักสักราย (จะไปบอกว่าอีกฝ่ายไม่ปรองดองด้วย ไม่ใช่เหตุผลครับ เรื่องแบบนี้ ควรเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน)
ผมสงสารทหารครับ
ปล. ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมาเชื่อ หรือคล้อยตาม ทุกคนสามารถคิดเองได้ครับ ข้อความของผม ก็แค่เป็นหนึ่งเสียงเล็กๆ ในสังคมนี้ ที่ไม่อยากให้ใครขัดแย้งกันเพราะการเมือง
24 March 2014
เหยื่อ
"ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ชัดเจนในระดับหนึ่ง และรับได้กับคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะศาลฯ มุ่งพิจารณาที่ประเด็นเลือกตั้ง ไม่ได้พิจารณาเหตุที่ก่อให้เกิดประเด็นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้ศาลฯพิจารณา (ใครที่คิดว่า "ครั้งนี้" ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นธรรม น่าจะลองอ่านข่าวจาก ลิ้งก์นี้ ให้จบก่อน)
อย่างไรก็ตาม มีเหตุใคร่รู้ (สาบานว่าไม่รู้จริง) คือ ที่เขาร้องเรียนว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจเสนอเรื่องนี้ และศาลฯ ก็ไม่ควรรับพิจารณานั้นจริงเท็จเป็นอย่างไร
ข้อสงสัยต่อมาคือ เหตุให้เกิดการไม่สามารถเลือกตั้งครั้งนี้ขึ้นในวันเดียวได้ ที่เราท่านทราบกันดี คือมีการขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้ง ประเด็นนี้ควรมีการจัดการอย่างไรเพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ส่วนตัวคิดว่าสำคัญ หากวันหนึ่งกลายเป็นเสื้อแดงออกมาขัดขวางการเลือกตั้งของรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามแบบอหิงสาบ้าง แล้วจะเป็นอย่างไร จะรู้สึกกันอย่างไร
คำถามสุดท้าย แล้วคะแนนกว่า 20 ล้านเสียงที่ลงไปในวันเลิอกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ที่ถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ จะทำอย่างไรล่ะ ถึงจะโมฆะ แต่ก็เป็น 20 ล้านเสียงของประชาชน (อันนี้เป็นคนละประเด็นกับการถามถึงผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้)"
ไม่ทันข้ามคืน น้องที่สนิทกันมานานก็โพสต์ข้อความบนสเตตัสของเขา ดังนี้
"รู้สึกสมเพชกับสเตตัสของคนบางคน
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจเขียนถึงผมหรือบังเอิญมาพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนพอดี
เมื่อผมไม่แน่ใจ ผมจึงอยากขอความเห็นจากท่านที่ได้เข้ามาอ่านบล็อคนี้ ว่าสิ่งที่ผมเขียน เป็นไปตามที่น้องเขาเขียนถึงหรือเปล่า เพราะผมเองรู้สึกเสียใจ หากเขาเขียนถึงผม เนื่องจากผมมักบอกกับใครๆ ว่า ไม่อยากให้คนรู้จักกัน เกลียดกันเพราะเรื่องการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ มันเป็นการเมืองที่อาศัยมวลชนเข้าต่อสู้กัน ถ้าอยากเกลียด ขอให้เกลียดแกนนำฝ่ายตรงข้าม ประชาชนอย่างเราท่านคือผู้รบสารปลายทาง
ย้ำอีกที่ว่าผมอยากรู้จริงๆ ไม่ใช่รู้แล้ว แต่แกล้งไม่รู้
09 March 2014
เมื่อชาติเสียหาย ใครรับผิดชอบ
แกนนำนปช.จะแค่ให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดนไม่ได้ เพราะมีหลักฐานชัดเจนทั้งภาพ และคำพูดของคนระดับหัวหน้า แกนนำนปช.ถ้าจะพิสูจน์ความจริงใจก็ควรปลด และส่งตัวคนที่มีแนวคิดแยกดินแดนให้ไปรับโทษ ...นี่ไม่ใช่การกล่าวหา หรือกลั่นแกล้ง แต่เป็นสิ่งที่พวกคุณทำตัวเอง
เหมือนเช่นที่รํฐบาลทำตัวเองเรื่อง พรบ.นิรโทษกรรม และเรื่องจำนำข้าว แต่กลับจะโยนความผิดที่ปลายเหตุให้ผู้อื่น
ส่วนกปปส.ก็ต้องรับผิดชอบในการปิดกรุงเทพ ที่นอกจากจะไม่ทำให้นายกฯลาออก หรือไม่มีการเลือกตั้งได้ ยังทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน เดือนร้อนกับผู้ที่ถูกผลกระทบในการปิดกรุงเทพ และที่สุดก็ต้องเลิกการปิดกรุงเทพ แต่ก็ไม่เห็นแกนนำคนไหนออกมารับผิดชอบ นอกจากแจกเงินครอบครัวคนตาย และโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม
อาทิตย์หน้ากปปส.จะตั้งเวทีปฏิรูปการเมือง อาทิตย์ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะพูดถึงพิมพ์เขียวการปฏิรูป ทั้งที่จริงควรทำควบคู่กันไปกับการชุมนุม
ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้แด่ความเพ้อฝัน ที่มาพร้อมกับความเคียดแค้น จากสิ่งที่แกนนำและโซเชียลเน็ตเวิร์คสุมเชื้อไฟไปเรื่อยๆ
ผมไม่มีคอมเม้นต์ว่าใครดีกว่าใคร ใครเลวกว่าใคร แต่ขอให้พวกคุณๆ ทั้งสองฝ่ายรอดูครับ รอดูว่าท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นไปอย่างที่แกนนำสร้างภาพฝันให้พวกคุณมั้ย
นปช. = แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
กปปส. = คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็น
เพราะการเมืองก็คือการเมือง
04 March 2014
บันทึกหลังวันเปิดกรุงเทพ
06 February 2014
ดีเบตเลือกตั้ง
21 January 2014
เหมือนกัน
พฤติกรรม กปปส.ต่อรักษาการรัฐบาลเวลานี้ ทำให้นึกถึง ความรู้สึกที่มีต่อพ่อค้าแม่ค้า ที่ตั้งแผงขายของเต็มพื้นที่ทางเท้าสยามสแควร์
คืออยากเตะ อยากชนแผงขายของให้ล้ม แล้วเดินเหยียบ เพราะมันกีดขวางทางเดิน และผิดดฏหมาย ในความรู้สึกคือทำได้เพราะแกทำผิดกฏหมาย แต่กระนั้นถ้าผมทำลงไป ผมก็ผิดกฏหมาย ฐานทำลายทรัพย์สินผู้อื่น
รัฐบาลทำผิด อยากไล่รัฐบาล ก็เลยปิดถนนไล่ ต่อต้านเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนผู้ไล่มีเหตุผลสมควรไล่ แต่ความจริงคนไล่ก็กำลังทำผิดกฏหมาย ไม่เคารพกติกาเสียเอง ...เหมือนกัน
ตอนนี้ประเทศไทย ใครอยากทำอะไร ก็ไม่ต้องเกรงกลัวกฏหมายกันแล้ว เพราะต่างก็ทำผิดกฏหมายด้วยกันทั้งสิ้น
11 January 2014
บันทึกไว้ ณ ก่อนวัน Bangkok Shutdown 13 มกราคม 2557
05 November 2013
บันทึกไว้ ณ ห้วงนิรโทษกรรม 2556
ขณะเดียวกันก็ทำงานอยู่ในตึกที่เกือบติดแยกราชประสงค์ ก่อนและหลังห้วงที่เสื้อแดงมายึดแยกราชประสงค์
และก็ให้บังเอิญ ว่าน้องที่รู้จักกัน เคยทำงานออฟฟิศเดียวกัน มีร้านเสื้อที่ถูกไฟเผาไปพร้อมกับโรงหนังสยาม ในวันสิ้นสุดการชุมนุมของเสื้อแดง
จึงไม่แปลกใจที่ จะมีคนตาย เหมือนเช่นที่เหล่าคนเสื้อแดงเรียกร้องหาความยุติธรรม เพราะความรุนแรง และการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง มีให้เห็นอยู่ที่แยกสีลม ในคืนวันนั้น การยั่วยุ และความรุนแรง ก็มาจากฝั่งเสื้อแดงทั้งสิ้น (เห็นมากับตา ได้ยินมากับหู) หากดูข่าวโทรทัศน์ ก็จะเห็นว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นรอบๆ แยกถัดจากจุดศูนย์กลางการชุมนุมของเหล่าเสื้อแดง นั่นคือแยกราชประสงค์ ทั้งบ่อนไก่ อุรุพงษ์ ปทุมวัน แยกสามย่าน และแยกสีลม รวมทั้งเหตุยิงระเบิดลงบีทีเอส ศาลาแดง เป็นต้น ทั้งหมดเกิดก่อนการสลายการชุมนุมทั้งนั้น
แต่ที่แปลกใจ และคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ถ้าไม่มาเจอเอง ก็คือ ณ ศูนย์กลางของการยึดพื้นที่ ซึ่งก็คือ แยกราชประสงค์ ไม่เกิดความรุนแรงใดๆ ขึ้นในนั้นเลยกระทั่งวันสลายการชุมนุม ก่อนหน้าวันสลายการชุมนุม แยกราชประสงค์ คือดินแดนสงบสุข ขายอาหาร แจกอาหาร ร้องรำทำเพลงกันแถวถนนหลังสวน ตั้งเต้นท์นอนพักกันอย่างสบายอกสบายใจจริงๆ คนข้างใน แทบไม่รู้เลยว่า รอบข้างมีความรุนแรงเกิดขึ้น รู้ตัวอีกทีก็เป็นความรุนแรงหลังการสลายการชุมนุม
ก็เลยไม่น่าแปลกใจ ที่หลายคน จะถามหาความยุติธรรมที่เพื่อนๆ ของเขาถูกฆ่าตาย
ขณะที่แกนนำเสื้อแดง ขึ้นเวที ปลุกระดมให้พร้อมเผาเมืองกันอย่างสม่ำเสมอ อย่างคะนองปาก หลายคนที่มีอุดมการณ์และศรัทธาในเสื้อแดง ก็ไม่น่าแปลก ที่จะเกิดเหตุเผาเมือง หลังการสลายการชุมนุม ซึ่งจนทุกวันนี้ คนที่ปลุกระดม และมีคลิปเป็นหลักฐานชัดเจนก็ไม่ถูกกล่าวถึง ชาวเสื้อแดง ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ เท่ากับพี่น้องที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม
ที่พูดเรื่องการเผาเมือง ไม่ถูกสนใจ หรือเรียกหาความยุติธรรมจากคนเสื้อแดง เพราะน้องที่รู้จักกัน ต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เขาลงทุนไปกับกองเพลิง หนี้สินที่หามาเป็นทุนเปิดร้าน ก็ยังต้องใช้หนี้สินกันต่อไป จนทุกวันนี้ หากไม่ได้เป็นคนขยันทำมาหากินก็คงหมดตัวไปแล้ว ที่น่าตลกคือ เมื่อเดือนที่แล้ว ยังต้องไปยื่นขอรับค่าเสียหายจากการถูกเผาร้านกันอยู่เลย ทั้งที่เขาไม่ได้พาตัวมาอยู่ในจุดเสี่ยง ณ บริเวณชุมนุมเหมือนผู้ชุมนุมอื่นๆ แต่กลับสูญเสียแบบไม่คาดฝัน และแทบไร้การเหลียวแล
ผมจึงไม่ได้รู้สึกสงสาร หรือเห็นใจผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากการชุมนุม แต่ก็ไม่สมน้ำหน้า เพราะคิดว่า พวกเขาอาจมาเพื่ออุดมการณ์ หรืออยู่ในจุดปลอดภัย ไม่รับรู้ถึงความรุนแรงที่มีอยู่รอบกาย แต่ที่สำคัญพวกเขารู้อยู่แล้วจากการประกาศของแกนนำเป็นระยะๆ ว่ามีอันตรายโน่นนี่ แต่ก็ไม่คิดจะรักษาชีวิตตนเองจากความเสี่ยงชีวิตเหล่านี้
ผมจึงคิดว่าคนที่ควรรับผิดชอบในชีวิตของพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิต ก็คือแกนนำเองด้วย ไม่ใช่กล่าวหาแต่รัฐบาลในขณะนั้น และผู้สลายการชุมนุม
ผมมองว่าปัญหาความขัดแย้งของคนไทยด้วยกันเอง เหตุมาจากจุดเล็กๆ แต่เป็นศูนย์อำนาจของชาติ คือการที่คนบางคนและบางกลุ่ม ถูกโค่นอำนาจ แล้วคิดจะทวงคืนอำนาจคืนมา พร้อมการแก้แค้น หนทางที่ดีที่สุดในทางการเมือง คือการปลุกระดม ซึ่งพวกเขาใช้ช่องทางสื่อสารมวลชน (ที่พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เพราะเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อสาร และโฆษณา) ค่อยๆ ทำให้ประชาชนได้คิดว่า เหล่านี้คือลัทธิอำมาตย์ มาล้มล้างพวกเขาซึ่งมาจากประชาธิปไตย ประเทศไทยแย่ เพราะถูกอำมาตย์ปกครอง และอยู่เบื้องหลัง ฝ่ายตรงข้ามพวกตนคือเผด็จการ และอำมาตย์ ฯลฯ
นานวันเข้าเหล่าปัญญาชนที่สนับสนุนเรื่องประชาธิปไตย ก็หันมาเข้าข้าง เหล่าประชาชน ที่ถูกสื่อสารมวลชนเข้าถึงได้ กล่อมให้เอนเอง จนเกิดเป็นลัทธิ และเหล่าผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต่างเทิดทูนคนที่เสียอำนาจนั้น เป็นตัวแทนของประชาธิปไตยที่แท้จริง
ยิ่งมีการเสียชีวิตของพี่น้องเสื้อแดง เหล่าผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเหล่าปัญญาชนผู้สนับสนุนประชาธิปไตย ก็ยิ่งมองเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ซึ่งผมก็เชื่อว่า หลายท่านอาจไม่ทราบถึงความรุนแรงที่มันมีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่จากกลุ่มชายชุดดำ หรือทหาร
ผมเชื่อมาตลอดว่า การเมือง ก็คือการเมือง ปัญหาทั้งปวง เกิดจากการเมือง มันก็จะดำเนินไปด้วยแนวทางของเกมการเมือง ที่แน่นอนว่า ก็เพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เพราะหากทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติจริงๆ ป่านนี้ประเทศไทยคงพัฒนาไปเท่ากับเกาหลีใต้ ที่เริ่มต้นประเทศไปพร้อมๆ กับไทย แต่ตอนนี้นำไปหลายช่วงตัว หรือแม้แต่มาเลเซีย ที่เคยล้าหลังกว่าไทย บัดนี้ก็แซงหน้าไปในหลายๆ เรื่องแล้ว
สำหรับผม จุดที่ชัดเจนที่สุดของความไม่เชื่อถือในคนที่เล่นการเมือง โดยเฉพาะเกมนี้ คือคำพูดของเหล่านักการเมือง ผู้มีอำนาจ และเสียอำนาจ กลับกลอก ปลิ้นปล่อน การหาเสียงที่สัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหาลูกของเขาสอบตก ส.ส. แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับรับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า เป็นเทคนิคการหาเสียง!! หรืออดีตนายกฯ ที่พูดเสมอว่าพอแล้ว เลิกแล้วกับอำนาจ ปล่อยวางแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่เบื้องหลัง และหลายครั้งก็ออกตัวว่าควบคุมการเมืองจริงๆ
ที่ตลกที่สุดเห็นจะเป็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ก็อ้างเหตุในการออกกฎหมายนี้ ว่าเพื่อความปรองดอง อยากให้คนในชาติปรองดองกันเสียที เลิกแบ่งฝักฝ่าย จนเมื่อแปรญัญติก็กลับแก้ข้อความกฎหมาย ให้เหมารวมนิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ของคนที่พูดเสมอว่าพอแล้ว นิยมความถูกต้อง นิยมประชาธิปไตย ที่โดนใจผมจริงๆ ก็คือการรีบเร่งลงมติรับรองร่างกฎหมาย 3 วาระภายในวันเดียว ผิดวิสัยของส.ส. ที่มักจะไม่ขออภิปราย (ทำงาน) กันดึกดื่น แต่คราวนี้ ขอให้รับรองกันจนกว่าจะผ่านกฏหมายจึงเลิกได้ มันแสดงให้เห็นถึงความรีบเร่ง และไม่บริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง และเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมจึงร่วมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้มากเป็นพิเศษ ทั้งที่ปกติก็แค่บ่น หรือไม่สนใจพูดถึง
ผู้ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือปัญญาชนที่มุ่งมั่นในแนวทางประขาธิปไตย น่าจะทราบกันได้แล้ว (คิดเองได้ครับ) ว่า เรื่องทั้งหมด ที่พวกเขาหว่านล้อมมาตั้งแต่พวกเขาถูกถอดจากอำนาจ ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขาเองทั้งสิ้น หาใช่ประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ และที่น่าเสียใจไปมากกว่านั้น พวกเขาหลอกใช้คนไทยทั้งประเทศ เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งผลประโยชน์ของเขา จนทำให้สังคมไทยแตกแยก อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่า คนไทย ที่รักสงบ จะกลายเป็นคนหยาบ ทุกสี ทุกฝ่าย
ผมว่าถึงเวลาที่เราควรแยกแยะเรื่อง แนวทางประชาธิไตย(และเผด็จการ) กับผลประโยชน์ของคนบางคน บางกลุ่มได้แล้วครับ แล้วพวกคุณที่รักประชาธิปไตย (เหมือนผม และคนไทยทุกคน) จะพบว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาแตกแยกการอยู่ร่วมกันของคนไทยอย่างสงบมาช้านาน
11 June 2011
แจ้งให้ทราบ
12 October 2010
12 August 2010
Tokyo Tower
ผมซื้อนิยาย "โตเกียวทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้งคราว" ตั้งแต่หนัง "Tokyo Tower รักยิ่งใหญ่ หัวใจให้เธอ" ลาโรงบ้านเราไปได้สักพัก (ประมาณปลายปี 2551) ที่ไม่ดูหนังเรื่องนี้ (คือเรื่องเดียวกันทั้งนิยาย และหนัง) เนื่องจากอยากอ่านนิยายให้จบก่อน และคิดว่าซื้อดีวีดีดูทีหลังก็ได้ อยากอ่านนิยายให้เต็มอิ่มกับพรรณาก่อนจะมาดูหนัง ที่คงย่นย่อเรื่องไปพอควรตามข้อจำกัดของหนัง
พอได้หยิบอ่านครั้งแรก อ่านไปได้สองสามบท ก็เริ่มเบื่อ เพราะผู้เขียนบรรยายสภาพตอนเด็ก แม่ พ่อ ยาย และย่า อย่างละเอียดละออ มีการตัดพ้อ การบรรยายสภาพที่แปรเปลี่ยนไป ทั้งสถานที่ และคน ...ทำไมมันช่างยืดยาด ว่าแล้วก็คั่นไว้ไม่อ่านต่อ (จริงๆ ผมมันคนไม่ชอบอ่านบทต้นๆ ของนิยายต่างหากล่ะครับ ไม่ใช่ความผิดปกติของนิยายเรื่องนี้)
กระทั่งเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว มีเหตุให้ต้องนำร่างผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ก่อนไปผ่าตัดก็ตั้งใจว่าจะเอาหนังสือไปอ่าน เผื่อจะเบื่อ เผื่อจะอยู่เซ็ง นึกได้ว่ายังอ่านโตเกียว ทาวเวอร์ไม่จบ ก็เลยหยิบเล่มนี้ติดมือไปโรงพยาบาลด้วย
จริงดังว่า ผ่าตัดเสร็จ ก็เบื่อ เนื่องจากแผลเล็ก หายเร็ว ไม่เจ็บมาก จึงนำหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อให้จบ..
จากสิ่งที่เขาปูเรื่องไว้ ให้รู้สึกว่าน่าเบื่อ ทว่า มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับความธรรมดาที่ผู้เขียนบรรยายไว้ "แม่" เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของตัวละครในเรื่องมากขึ้น ตัวละครอื่นๆ เริ่มจางไป แต่กลับทำให้เห็นภาพว่าแม่ของแม่ และแม่ของพ่อ และพ่อ สำคัญกับชีวิต และความผูกพันที่เกิดระหว่างเขากับแม่ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับแม่
ตัวละครเอก อายุราวคราวเดียวกันกับผม แม่ในนิยาย ก็รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ผม ต่างกันตรงที่ผู้ป่วยในเรื่องคือแม่ ในชีวิตจริงคือผม ซึ่งก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่าแม่ในนิยาย คนที่เฝ้าไข้แม่ในนิยายก็คือตัวเอก ส่วนชีวิตจริง ทั้งพ่อและแม่มาเฝ้าไข้แทบจะไม่ห่างกันเลย
นอนบนเตียงพยาบาล ก็อ่านนิยายไป ก็ยิ่งได้บรรยายากาศ เนื้อเรื่องงวดเข้าไปทุกขณะ ก็เริ่มรู้สึกหดหู่ ...ไม่ไหวแล้ว ยิ่งอินไปกับเนื้อเรื่อง เพราะแค่เราปวดถุงน้ำดีก่อนหน้าที่จะผ่าตัดก็แทบแย่ ต้องให้ยาจำพวกเดียวกับมอร์ฟีนเพื่อระงีบการปวด แล้ว "แม่" ในเรื่องไม่เจ็บกว่าเรามากมายหรือ
ไม่ไหวแล้ว ...อ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะยิ่งเศร้า ยิ่งสงสาร "แม่" ในเรื่องมาก น้ำตาก็ไหลพราก ร้องไห้กระซิกๆ ก่อนที่จะปล่อยโฮ !! คือร้องไห้งอแง น้ำตา น้ำมูกไหล แบบไม่ห่วงสวยกันเลย (เพราะอยู่คนเดียวในห้องผู้ป่วยน่ะ) ทรมานการอ่านในสภาพของเราเช่นนั้น ราวกับอยู่ในนิยายด้วย
จึงต้องหยุดการอ่านไว้แค่นั้น และก็ไม่กล้าหยิบขึ้นมาอ่านอีกเลย กระทั่งทุกวันนี้ เพราะพอจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ "แม่" ในท้ายที่สุด ...ขนาดแค่นี้ยังอ่านไม่ไหว แล้วตอนจบไม่เศร้าใจสลายไปเลยหรือนี่
ส่วนดีวีดี ก็ซื้อหลังจากที่วางขายได้ไม่นาน คิดว่ายังไงก็จะดูแน่นอน แต่มาวันนี้ชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าจะดูไหว ก็ยังห่อพลาสติกเอาไว้เหมือนเช่นวันที่ซื้อมา ยังไม่มีแววว่าจะกล้าพอที่จะหยิบมาดูวันไหน
แต่ที่แน่ๆ คงต้องเป็นหลังจากที่อ่านนิยายให้จบเสียก่อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อยู่ดี
ที่เขียนมาทั้งหมด เหมือนจะเป็นเรื่องเศร้าของ "แม่" ที่ดันมาเขียนวันแม่ ก็แค่อยากบอกว่า ชีวิตไม่ใช่นิรันดร์ ไม่รู้วันไหนจะกลับสู่พื้นดิน เมื่อวันนี้ คุณๆ ยังมีแม่ ที่รักและห่วงใยเราอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คุณๆ ก็ควรใช้ชีวิตร่วมกับคุณแม่ (และคุณพ่อ) ให้เป็นเวลาที่ดี และมีความสุขที่สุด จะได้ไม่นึกเสียดาย ยามที่เขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว
ทุกวันนี้ ทุกวันอาทิตย์ จะให้เป็นวันที่อยู่กับพ่อและแม่ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันครับ เพื่อนๆ สนิทๆ ก็จะรู้ และไม่ชวนไปไหนวันอาทิตย์ นี่คือหนึ่งในสิ่งเล็กๆ ที่ผมพอจะทำให้แม่และพ่อได้ แต่เทียบไม่ได้กับสิ่งดีๆ ที่ทั้งสองมอบให้มาทั้งชีวิต
สุขสันต์วันแม่ และของให้แม่ทุกๆ คนบนโลกนี้มีความสุขที่สุดครับ
รักม่าม้านะ <3
26 April 2010
เพราะอะไร?
ขออธืบายถึงเฉพาะประเด็นของ
ถือซะว่าเป็นอีกมุมครับ เพราะได้ไปร่วมกับคนสีลม วันอังคาร + พุธ (แต่กลับก่อนที่จะตีกัน) ตำรวจค่อนข้างจะเกรงใจผู้ชุ
ขณะที่ผู้ชุมนุมสีลมส่วนหนึ่งอารมณ์ร้อน มีรถบรรทุกแปะสติ๊กเกอร์เสื้อแดงผ่านมา ก็บล็อครถเขาแล้วเข้าไปขูดส
คืนที่ตีกันคืนแรก ตำรวจก็ไม่ได้จับกุมใคร หรือทำร้ายใคร (มั้งครับ)
ทำให้เข้าใจได้ในวันที่เกิด
เวลา 5 ทุ่ม วันพฤหัส ที่มีกลุ่มคนอีกกลุ่มกลับเข้าไปจะลุยเสื้อแดง ทราบว่าตำรวจก็เข้าไปห้าม แต่ถูกผู้ชุมนุมทำร้าย เข้าใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มนั้นคงโกรธตำรวจว่าทำไมม
ที่พิมพ์มาทั้งหมด ไม่ได้จะเข้าข้างใคร แต่เผอิญได้เห็นและลองประมว
ส่วนประเด็นอื่นไม่มีข้อโต้แย้งครับ^^"
เข้าใจว่าคุณ B โกรธ และมีสิทธิโกรธ ผมก็โกรธ เพราะผมก็ทำงานอยู่แถวที่พว
22 April 2010
ถุงพลาสติกใบละบาท
09 March 2010
อัพเดตชีวิต - ทำประกันแล้ว
31 December 2009
บ้ายบายปีวัว สวัสดีปีเสือ




ไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจไหม ถึงผมจะไม่ชอบตำรวจ ไม่ชอบแกนนำเสื้อแดง แต่กรณีนี้ก็เห็นใจตำรวจเหมือนกันครับ
ปล. ไม่ได้โกรธคุณ B หรือใครก็ตามนะ แค่อยากอธิบายกรณีนี้ (กรณีเดียว) ในมุมมองของผมครับ ขอโทษด้วย ถ้าพืมพ์ไปไม่ถูกใจคับ^^
ขอโทษ A ด้วยคับ"