Showing posts with label lifestyle. Show all posts
Showing posts with label lifestyle. Show all posts

22 April 2010

ถุงพลาสติกใบละบาท

นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานการประชุมความร่วมมือเพื่อส่งเสริมลดปริมาณมูลฝอย ลดใช้ถุงพลาสติก ลดโลก โดยเชิญหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมประชุมเพื่อเตรียมการจัดงานแถลงข่าวและลงนามความร่วมมือ ( MOU) ในวันที่ 22 เม.ย. บริเวณสวนสาธารณะจตุจักร

เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันลดภาวะโลกร้อน ด้วยการดำเนินโครงการ 45 วัน โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินการร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1.ดำเนินการประสานงานและสนับสนุนกิจกรรมที่นำไปสู่การลดใช้ถุงพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 2.ร่วมกันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดการใช้ถุงพลาสติกไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป และ 3.ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อให้ความร่วมมือเกี่ยวกับการลดการใช้ถุงพลาสติกอย่างต่อเนื่อง

อยากขอความร่วมมือกับทางห้างสรรพสินค้าหรือห้างค้าปลีก โดยเก็บค่าถุงใบละ 1 บาท ซึ่งจะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการภาษีถุงพลาสติก โดยต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินการดังกล่าว ว่าเป็นการลดต้นทุนการผลิตถุง และเป็นการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกซึ่ง กทม. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและกำจัดถึง 1.78 ล้านบาท/วัน จากปริมาณถุงพลาสติกที่มีประมาณ 1,800 ตัน/วัน หรือร้อยละ 21 ของปริมาณขยะที่กทม.จัดเก็บได้ทั้งหมด 8,900 ตัน/วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้หารือกันอย่างกว้างขวางถึงประเด็นการจ่ายค่าถุงพลาสติก 1 บาท ว่าอาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจ และไม่ยินดีจ่าย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มีการสรุปผลว่า อาจจะมีการชักจูงประชาชนโดยการขอความร่วมมือ ในการลดใช้ถุงพลาสติก หรือถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ถุงจริงๆ ก็อาจจะเป็นเงินบริจาคให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา ในลักษณะ โครงการ “ 1 บาท เพื่อพ่อหลวง ” หรือ หันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกไปเลย ก็น่าจะดี ซึ่งจะมีการรณรงค์ตามห้างฯ อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกด้วย

(ข่าวจาก http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=443836)


เพิ่มเติม: ตอนนี้มีห้างสรรพสินค้า และร้านค้าขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการนี้ 21 แห่ง ซึ่งจริงๆ หลายประเทศในยุโรปก็ทำกันเป็นปกติไปแล้ว และล่าสุดเมื่อปีที่แล้วที่ฮ่องกง คิดถุงละ 50 เซ็นต์ ซึ่งก็ดี เพราะทำให้เรารู้สึกว่า ควรจะเอาถุงผ้าที่เคยฮิตแจกกันจนเป็นขยะในบ้าน มาใช้ได้แล้ว

09 March 2010

อัพเดตชีวิต - ทำประกันแล้ว

ตั้งแต่ปีใหม่ ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเขียนลงในบล็อกนี้ และบล็อกโน้น ทั้งที่มีเรื่องจะให้เขียน และอยากเขียนเยอะแยะไปหมด อะไรดีๆ อะไรงงๆ ต่างเข้ามาในชีวิตเยอะแยะไปหมด เอาเป็นว่ามาอัพเดตชีวิตเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ลืมกันไปเสียก่อน

เรื่องแรกที่นึกออกคือ อาทิตย์ที่แล้วเพิ่งจะได้ทำประกันภัย พลัส ประกันสุขภาพกะเขาเสียที หลังจาก 'ว่าจะ' มาหลายปี จนเมื่อปีที่แล้วถูกหามเข้าห้องผ่าตัด ก็ได้รู้ซึ้งและตั้งใจจะทำประกันเสียที แต่กว่าจะจรดปากกาเซ็นประกันก็เล่นเอาเหนื่อยเซลล์ประกันไปเหมือนกัน เพราะเอาแต่ผลัดวัน และเล่นตัวไปเรื่อย นี่มันชีวิตของใครกันเนี่ยะ!!

น้องเบน ผู้ช่วยที่ออฟฟิต บอกอย่างน่าคิด จนต้องของเรียกว่าเป็นนิยามของการทำประกันว่า "การช้อปปิ้งของที่เราไม่อยากได้" ...คงไม่ต้องอธิบายความนะ

ทั้งหมดทั้งปวง ก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และมีสติ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ยิ่งอายุมาก ก็ต้องค่อยๆ อย่ารีบ ชีวิตไม่ได้ต้องการความรีบเร่งไปเสียทุกเรื่อง เรีื่องชีวิตเร่งๆ รีบๆ เนี่ยะ เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังต่อละกัน (ถ้าไม่ลืมนะ)

ไม่รู้จะยังมีใครตามอ่านหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้ คงไม่เอาไปอัพลงใน facebook หรอกนะ :)

03 December 2009

Bangkok Jazz Radio

ผมไม่รู้หรอกว่า เว็บไซต์นี้เปิดตัวมานานแค่ไหน และไม่รู้ว่าได้อัพเดตบ้างไหม หรือว่าเป็นเว็บตายไปแล้ว ฯลฯ ที่มาที่ไปที่ไปเปิดเจอเว็บนี้ เพราะนึกขึ้นได้ว่าเดือนนี้จะมีวงดนตรีที่ชอบวงหนึ่ง คือ Swing Out Sister มาเปิดคอนเสิร์ตเมืองไทย (วันที่ 19 ธันวาคมนี้ ที่สนามเสือป่า)
ลองเสิร์ชหารายละเอียดว่าพวกเขาจะมาวันไหน อะไร ยังไง ใครจัด ราคาบัตร และรูปแบบงาน ก็เลยลองพิมพ์ไปเรื่อย ใช้คีย์เวิร์ดอะไรบ้างจำไม่ได้ละ รู้แต่มี 'สนามเสือป่า' แน่นอน
ก็เลยกระเด็นมาที่เว็บ Bangkok Jazz Festival http://www.bangkokjazzfestival.com/ ซึ่งก็คืองานดนตรีแจ๊สที่มีเบียร์ยี่ห้อนั้นแหละ เป็นหัวเรือใหญ่ จัดมาหลายงานที่เราท่านรู้จักกันดี ผมเองเคยมีโอกาสไปชมดนตรีแจ๊สที่สนามเสือป่าปีแรก ชอบมาก บรรยากาศเหมือนไปปิ๊กนิกฟังดนตรี ต่างหอบอาหาร ไวน์ เบียร์ ไปฟังดนตรี ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย
เขียนมาตั้งนาน ก็แค่จะบอกว่า พอเปิดเว็บไซต์นี้ขึ้นมา ก็จะตามมาด้วยเสียงดนตรีแจ๊สเพราะๆ ทีแรกก็นึกว่าเป็นแค่คลิปเสียงแบล็คกราวน์ของเว็บไซต์นี้เท่านั้น ...ดูดีๆ ก็ไม่สิ... ขวามือบนของเว็บไซต์เขามีกรอบๆ หนึ่ง เป็น Bangkok Jazz Radio กันเลยทีเดียว หลายท่านอาจะเคยฟัง หรือฟังจนเบื่อจนเลิกฟังแล้ว แต่สำหรับผม เพิ่งพบเว็บนี้ และเพิ่งจะปลื้มมมมม! เพลงแจ๊สดีๆ ของวิทยุบางกอกแจ๊สนี้มากมาย แถมไม่มีโฆษณาขั้นให้สะดุดหู
รับรองว่าหาไม่ได้ตามคลื่นวิทยุเมืองไทยแน่นอน ปกติก็ต้องไปหาตามวิทยุอินเตอร์เน็ต ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่สำคัญที่สุดคือเวลาเป็นวิทยุต่างประเทศ เน็ตก็ควรแรง ไม่งั้นก็ดับๆ ติดๆ - พอมาฟังวิทยุบางกอกแจ๊ส ก็แทบจะไม่ต้องรอโหลด เพราะมาให้ฟังทันที เข้าใจว่าเขาเปิดเพลงเป็น playlist แต่จะเป็นเพลงวนหรืออะไรก็ตามเหอะ การที่มีเพลงดีๆ ให้ฟังกันง่ายๆ แบบนี้ รู้สึกดีจัง จะได้ไม่ต้องฟังแต่เค-ป๊อป แพทเทิร์นเดียวเหมือนทุกวันนี้
ต้องขอบคุณเบียร์ไฮเนเก้น ที่สร้างสรรค์อะไรเจริญหูให้ฟังกัน (รวมทั้งท่านผู้มีส่วนในการสร้างสรรค์ BJRท่านอื่นๆ ด้วยครับ)
แล้วก็ให้คิดถึงคุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชน ผู้ล่วงลับ ที่เป็นผู้บุกเบิกให้มีคลื่นวิทยุดนตรีคลาสสิกเป็นครั้งแรก รวมทั้งรายการทีวี (ช่อง 9) ดีๆ หลายๆ รายการ ไม่ใช่กลับไปเป็นโมเดิร์นไนน์ ทีวีช่องที่กำลังบ้าบอไปเรื่อยๆ (รู้สึกเคืองที่เอารายการ 'ตาสว่าง' ออกไป แล้วเอารายการ seed อะไรสักอย่าง ดูชื่อรายการก็รู้แล้วว่าเป็นรายการวัยรุ่นทั่วไปรายการหนึ่ง

บอกหลายครั้งแล้วว่า รสนิยมดีๆ มันซื้อหากันไม่ได้จริงๆ

12 August 2009

สุขสันต์วันแม่

วันที่ผมแอดมิตฉุกเฉินด้วยอาการปวดถุงน้ำดีอย่างหนัก คุณแม่ และคุณพ่อ ก็พุ่งออกจากบ้านมาโรงพยาบาลทันที แม้ตอนนั้นจะเป็นเวลาสี่ห้าทุ่มแล้วก็ตาม
เห็นอาการปวดท้องของผม คนที่แสดงออกมากที่สุดแน่นอนว่าคือคุณแม่ ส่วนคุณพ่อก็ตามสไตล์คุณพ่อ ก็คือไม่ค่อยแสดงออกนัก แต่รู้ได้ด้วยการกระทำของพ่อเสมอ
โตแล้ว ก็ไม่ค่อยได้จับมือแม่ตอนเดินเล่น แต่ตอนที่ปวดท้องทรมานแบบว่าทนไม่ไหวแล้ว แม่ยื่นมือมาใกล้ให้จับ สัมผัสจากมือแม่ตอนนั้น รู้สึกได้ทันทีถึงความเป็นห่วง และรู้สึกได้ว่าแม่ทรมานไม่แพ้ลูก เป็นมือที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่ได้สัมผัสมา แม้มือแม่ตอนนี้อาจจะไม่ตึงเหมือนตอนผมยังเด็ก แต่ความอบอุ่นยังมากมายเช่นเดิม อาจจะเป็นเพราะผมชอบจับมือควงแขนแม่มาตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยม จนคนที่เขินที่จะควงด้วยน่ะ คุณแม่ผมเอง นั่นทำให้ผมจำความรู้สึกที่เคยจับมือแม่เมื่อครั้นยังเด็กได้ดี
วันที่ผมเข้าผ่าตัด ยิ่งเห็นถึงความห่วงใยของแม่ เพราะวันนั้น แม่ที่เป็นความดันอยู่แล้ว วันนั้นความดันสูงขึ้นกว่าปกติมากจนเวียนหัว กว่าความดันจะลงสู่ระดับปกติ ก็คือวันที่ผมออกจากโรงพยาบาล
คนที่รอผมตั้งแต่เริ่มเข้าห้องผ่าตัด รอจนกระทั่งผมออกมาจากห้องผ่าตัด ก็คือคุณแม่ คุณแม่เดินตามไปส่งผมเข้าห้องผ่าตัด ลูบหัวไปตลอดทาง ตอนนั้นผมไม่ค่อยรู้เรื่อง ภายหลังน้าสาวที่ตามมาด้วยกับแม่ เล่าว่าแม่ร้องไห้ไปตลอดทางที่ส่งผมเข้าห้องผ่าตัด ทั้งที่รู้ว่าผ่าตัดนี้ไม่ได้อันตรายเลย
ที่จำได้ชัดคือตอนออกจากห้องผ่าตัด คนแรกที่เข้ามาหาผม เข้ามาลูบหัวผมก็คือคุณแม่ และเป็นอีกครั้งที่ได้จับมือคุณแม่ แม่พูดซ้ำไปมาว่าเพียงว่า "เป็นยังไงบ้าง เจ็บมั้ย" น้ำตาแม่ก็ไหลออกมา
แม่ลูบหัว สัมผัสจากมือแม่ เหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก ได้หวนระลึกถึงความรักของแม่ ที่มีต่อลูก ความรักแบบที่มีแต่การให้ และให้ตลอดไป
อาจเป็นเรื่องธรรมดาในวันหนึ่ง แต่เป็นเวลาที่พิเศษสุดๆ สำหรับผม ที่ได้สัมผัสถึงความห่วงใยอันยิ่งใหญ่ของ แม่ อีกครั้ง

10 August 2009

ประสบการณ์ผ่าตัด (ตอนที่ 4 - จบ)


นิดหน่อยส่งดอกไม้มาเยี่ยม
คุณหมอ ณรงค์ แพทย์เจ้าของไข้ และ แพทย์ผู้ผ่าตัดบอกผมเมื่อวันที่ไปตัดไหม (8 สิงหาคม - เพราะหลังวันผ่าตัดไม่ได้เจอคุณหมอเลย แต่หลังผ่าตัด คุณหมอได้เจอคุณแม่และแจ้งให้ทราบแล้ว) ว่า "รู้ไหม เคสคุณทำเอาผมเกือบแย่!" ขนาดนั้นเลย?
"คือมันอักเสบมากแล้วน่ะ" คุณหมอบอก ...อันที่จริง บอกมากกว่านี้ แต่ขอไม่เล่ารายละเอียด เพราะเล่าแล้วคนเข้ามาอ่านคงรับไม่ได้ ผมฟังแล้วยัง หูผึ่ง ตาโพลง จริงหรอคุณหมอ!? บอกได้นิ่งในถุงน้ำดีของผมเป็นมานานแล้ว จนผนังถุงน้ำดีหนาขึ้นมาก บ่งบอกอาการอักเสบได้ระดับหนึ่ง นี่ผมทนมาได้นานขนาดนี้เลยหรอ
อ่านเจอในบันทึกของตัวเองว่า คืนผ่าตัดเสร็จรู้สึกเจ็บตลอดที่แผลเจาะท้อง 4 รู โดยเฉพาะที่สะดือ 4 รูที่ว่า คือใต้สะดือ หน้าท้องขวา ลิ้นปี่ และชายโครงขวา เพราะผ่าตัดแบบใช้กล้องส่อง ตรงสะดือรูใหญ่กว่าใคร เพราะเป็นที่ต้อท่อสำหรับดึงเอาชิ้นเนื้อออกมา สามรูที่เหลือเอาไว้สอดเครื่องมือผ่าตัด ปวดหน่วงๆ และระคายที่สะบักขวา แต่ตรงที่ตัดเอาถุงน้ำดีออกข้างในร่างกลับไม่ค่อยรู้สึก

ถ่ายจากระเบียงโรงพยาบาล ซ้ายคือพระบรมมหาราชวัง ขวาวัดอรุญฯ
การผ่าตัดแบบสอดกล้อง เป็นที่นิยมใช้ในการผ่าตัดปัจจุบันมาก เพราะแผลเล็ก จึงลดการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้กว่าครึ่งหนึ่งของการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเดิม ที่แผลยาว และต้องพักฟื้นทั้งที่โรงพยาบาล และที่บ้านนานเป็นเดือน อย่างของผม ผ่าตัดเย็นวันเสาร์ วันจันทร์ก็เดินปร่อ พร้อมกลับบ้านแล้วว่างั้น
คืนนั้นหลับๆ ตื่นๆ เพราะพยาบาลเข้ามาตรวจอาการตลอด ถามว่าปัสสาวะหรือยัง ก็บอกว่ายัง แต่สักพักก็ปวดปัสสาวะ ลุกขึ้นไปห้องน้ำอย่างทุลักทุเล ทั้งปวดแผล เพราะลุกขึ้นไม่ถูกท่า ไหนจะมีสายน้ำเกลือ และยังคอแห้งเพราะฤทธิ์ยานอนหลับ
พยาบาลแนะนำวันรุ่งขึ้นถึงวิธีการลุกนั่ง และยืน ว่าให้ลุกขึ้นนั่งโดยหันข้าง อีกมือหนึ่งประคองแผลเพื่อลดแรงกระเทือน ก็ได้ผล ลดอาการปวดได้เยอะเลย เดินไปทำธุระในห้องน้ำได้สะบาย
ถ่ายรูปตอนดึก จุดเดิม วิวเดิม
คุณหมอแนะนำว่าหลังผ่าตัดแบบนี้ ควรเดินให้มากๆ เพราะเวลาผ่าตัดต้องอัดแก๊สเข้าช่องท้องเพื่อง่ายต่อการผ่าตัด ทำให้ยังมีลมค้างอยู่ในช่องท้อง ก็อาจจะปวดท้อง ปวดไหล่ได้ แล้วแต่กรณี การเดินบ่อยๆ จึงจะช่วยไล่ลมที่อยู่ในช่องท้องได้เป็นอย่างดี
เช้าวันรุ่งขึ้นเจ็บแผลผ่าตัด คงเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดหายไปแล้ว แต่ก็ไม่หนักหนา ลุกเดินได้ร่าเริง บ่ายๆ น้ำเกลือหมด เขาก็เอาเข็มออก เย้ๆๆ ได้อาบน้ำได้อะไรโน่นนี่ได้เองแล้ว คราวนี้ก็เดินว่อน ขึ้นลงตึกพักผู้ป่วย (มีเซเว่นอีเลเว่นอยู่ข้างล่าง)
และก็มีช่อดอกไม้จากนิดหน่อย ประดับห้องให้สดใส ผ่าตัดนี้ไม่ค่อยได้ให้ใครมาเยี่ยม เพราะคิดว่าอยู่ไม่นาน คราวแรกคิดว่าวันจันทร์ก็คงออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ก็เลยบอกทุกคนว่าไม่ต้องมาหรอก เดี๋ยวก็ออกแล้ว ครั้นจะให้ไปเยี่ยมที่บ้าน คงออกมาเปิดประตูไม่ได้นำ อยู่พักฟื้นที่บ้านคนเดียว และประตูบ้านหนักมาก ยกประตูเปิดไม่ได้
แต่เอาเข้าจริง วันจันทร์คุณหมอไม่มา ก็เลยต้องอยู่ต่ออีกคืน โหย เซ็งมาก การอยู่โรงพยาบาลนี่มันน่าเบื่อจริงๆ เพราะจะเดินออกไปซื้อของกิน เดินเล่นนอกโรงพยาบาลก็ไม่ได้ ห้องก็เล็กๆ เดิมๆ มิน่าล่ะ ใครๆ ก็อยากออกจากโรงพยาบาลเร็วๆ
ปิดท้ายด้วย คำขอบคุณครับ ที่โทรมาหา เอาของมาเยี่ยม โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ไม่ห่างเลย จุ๊บ จุ๊บ จริงๆ แค่ได้รับ sms หรือข้อความใน msn หรือ facebook ก็ดีใจมากแล้ว
ขอบคุณทุกคนมากครับ :)

08 August 2009

ประสบการณ์ผ่าตัด (ตอนที่ 3)

ขอย้อนกลับไปตอนอยู่ห้องรอผ่าตัด เจ้าหน้าที่ห้องรอผ่าตัดก็เขามาทักทายอย่างอารมณ์ดี ไอ้เราก็ช่างเม้าท์ เลยชวนเขาคุยเสียงั้น จนเขาพูดขึ้นมาว่า "ได้ยาแก้ปวดไม่รู้สึกมึนๆ ง่วงๆ บ้างหรอคะ" จะบอกให้หุบปากก็พูดมาเหอะ!
หลังจากสิ้นสติไปตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกที เหมือนในภาพยนตร์เวลาคนโดนตีหัวสลบแล้วตัดภาพมาเป็นห้องอะไรสักอย่าง ที่ไหนกันเนี่ยะ? ตกลงได้ผ่าตัดแล้วหรอ? แล้วอะไร ยังไง??? คำถามเกิดขึ้นมากมาย เพราะก่อนหลับ ห้องสว่างมาก มาอยู่ห้องนี้ทำไมทึมๆ มืดๆ ล่ะ เจ้าหน้าที่แพทย์หันมาเห็นว่าไอ้นี่กำลังฟื้น ก็มาถามสารทุกข์ ว่าตื่นแล้วหรอ เนี่ยะญาติมาถามถึงตั้งนานแล้ว เดี๋ยวรีบออกไปกัน
ได้สติมาก็รู้สึกเวียนๆ นิดหน่อย เป็นผลมาจากยาสลบ เวลาพูดก็พูดลิ้นแข็งๆ เหมือนคนเมา แต่ก็ช่างเม้าท์แม้จะพูดลำบาก ก็เจอหน้าแม่และน้าสาวที่มารอหน้าห้อง แม่ก็ร้องไห้ เหมือนกับว่านึกว่าตายไปแล้ว ได้ความทีหลังว่า หลังจากที่คุณหมอออกมาจากห้องผ่าตัดแล้ว เจ้าหน้าที่แพทย์ที่ตามมา บอกแม่เหมือนว่าคนไข้ไม่ได้สติอะไรทำนองนั้น แม่ก็เข้าใจไปว่าลูกกรูแย่แล้ว ขณะที่เจ้าตัวก็หลับปุ๋ย จากคำบอกเล่า ใช้เวลาผ่าตัดราว 40 - 50 นาที แต่ผมมาตื่นเอาตอนทุ่มครึ่ง เบ็ดเสร็จก็หลับต่อไป สอง - สาม ชั่วโมง ขี้เซาจริงๆ
ฤทธิ์ยาสลบทำให้คอแห้งเป็นอันมาก อย่างแรกที่ร้องขอก็คือน้ำ จากนั้นก็เริ่มรู้สึกเหมือนท้องว่าง ก็แน่ล่ะ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม หม่ำแค่โจ๊กชามเดียว ไม่หิวก็แย่ละ แผลเผลอไม่สนใจใดๆ ว่าจะเจ็บไม่เจ็บ รู้แค่หิว หิว และหิว เข้าไปพักฟื้นที่ห้องสักครู่ พยาบาลก็นำน้ำมาให้ดื่ม และอาหารเหลว ประกอบด้วย น้ำข้าวต้ม ซุบใสอะไรสักอย่าง น้ำขิงผง น้ำเก็กฮวยผง และน้ำมะตูมผง
แหกปากร้องหิวข้าว แต่พอลุกขึ้นมานั่งจริงๆ ก็เริ่มปวดแผลเล็กๆ แต่หนักที่สุดเห็นจะเป็นอาการมึนยาสลบ ทำให้เริ่มไม่อยากจะดื่มอาหารเหลวที่จัดมา แต่ก็ฝืนดื่มน้ำข้าวต้ม และซุปใสอย่างละครึ่ง น้ำขิง และน้ำเก็กฮวย แล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อไปแบบมึนๆ ...
ของฝากจากถุงน้ำดี กึ๋ย!!

ประสบการณ์ผ่าตัด (ตอนที่ 2)

เช้าวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม เดินทางไปถึงโรงพยาบาลเกือบ 8 โมง เพราะต้องตรวจร่างกายก่อนผ่าตัดตามเวลาที่คุณหมอนัดไว้คือบ่าย 3
เดินเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่พ้องพักเพื่อเช็คอิน แล้วออกมาที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสตรงข้ามประตูจองห้องพัก เพื่อเซ็นเอกสารสำหรับผ่าตัด จากนั้นพยาบาลจึงพาไปเอ็กซ์เรย์ปอด รอเอ็กซ์เรย์นานทีเดียว แต่เอ็กซ์เรย์แป๊บเดียวเอง แล้วก็กลับมานั่งที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสอีกรอบ เพื่อรอพยาบาลนำไปห้องพักผู้ป่วย
ห้องพักอยู่ชั้น 12 ห้อง 1211 ชั้นบนสุดของตึกผู้ป่วย สงสัยว่าคงถูกโฉลกกับที่สูงๆ เพราะตอนที่แอดมิตโรงพยาบาลเดิม ก็อยู่ชั้น 20 ชั้นบนสุดของตึกผู้ป่วยของโรงพยาบาลนั้นเช่นกัน
ห้องพักเล็กจิ๋ว ยิ่งเทียบกับโรงพยาบาลเดิมที่เพิ่งไปใช้บริการก่อนนี้ราวสัปดาห์ ไม่มีไมโครเวฟ ไม่มีกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ทีวีก็ไปซุกไว้ใกล้ทางออก เตียงคนไข้ และโซฟาของคนเฝ้าไข้อยู่อีกมุมหนึ่ง ดูทีวีก็ต้องชะเง้อกันเลยทีเดียว
ก่อนทานข้าวเช้า พยาบาลนำเครื่องตรวจคลื่นหัวใจมาตรวจถึงเตียง จากนั้นก็เป็นเวลาระทึกขวัญ นั่นคือการเจาะเลือด เพราะผมเป็นคนที่กลัวเข็มที่สุดในโลก ลำพังดูหนังที่มีฉากเข็มจิ้มยังดูไม่ได้ หลับตาตลอด คราวนี้จะต้องมาจิ้มกันแต่เช้า โอ้ยยย ทำไงๆ
พยาบาลบอกว่าจะเจาะเข็มฝังน้ำเกลือ และดูดเลือดจากรูเจาะเลยทีเดียว จะได้ไม่ต้องเจาะหลายรอบเจ็บตัวเปล่าๆ ผมก็ว่าดี เจาะน้อยๆ ยิ่งดี ไม่ชอบเลย ก็แนะนำพยาบาลไปว่าเจาะตรงหลังมือสิ เห็นชัดดี แอดมิตคราวที่แล้วพยาบาลเขาก็เจาะตรงนี้ทีเดียวอยู่ แต่คุณพยาบาลเห็นว่าที่ข้อมือเส้นเลือดชัดกว่า (และอาจจะทำให้ขยับมือได้สะดวกกว่าด้วย) ว่าแล้วก็ตบๆ แปะๆ ที่ข้อมือสักครู่ แล้วก็เอาเข็มจิ้มลงไป รู้สึกเจ็บหน่วงๆ ถึงตอนนี้ก็หลับตาปี๋ ในใจก็คิดว่าเสร็จยังๆๆๆๆ ...เอ๊ะ ทำไมนาน ยังไม่เสร็จสักที หันกลับไปมอง อ้าว เอาเข็มออกมาแล้วนิ สรุป หาเส้นไม่เจอ ...เวรกรรม!
จากนั้นพยาบาลก็กลับมาจุดเดิม คือหลังมือเหมือนที่แนะนำไปแต่แรก จิ้มคราวนี้ พยาบาลก็เหมือนลังเลเล็กน้อย ไอ้เราก็ใจแป้ว จะต้องโดนจิ้มอีกมั้ย ความกลัวก็มากขึ้น - จิ้มจึก! และควานหา คราวนี้ก็ได้ผล หาเส้นเจอ ว่าแล้วคุณพยาบาลก็ดูดเลือดเพื่อนำไปตรวจ แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้น เพราะตอนนี้เกิดอาการกลัวมาก ทำให้เลือดที่ได้น้อย และเป็นฟอง
ทำไงดีล่ะ พยาบาลอีกคนบอกว่าเลือดไม่พอตรวจ ว่าแล้วก็ต้องมาเจาะเลือดที่ข้อพับแขน เพื่อให้ได้เลือดเพิ่ม สรุป ตรูโดนแทงไปสามเข็ม มากกว่าไอ้ที่บอกว่าแทงทีเดียว เจ็บทีเดียวสามเท่า แถมยังได้เข็มคามือไว้ตั้งแต่เช้า หมดโอกาสไปแรดไหน เห้อ! กลัวอะไร ก็มักได้อย่างนั้นเสมอเลยจริงๆ นะ
และด้วยความที่เจาะไปถึงสามเข็ม สติก็เลยแตก ความกลัวขึ้นหัวขึ้นหู ส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า 'กลัวจนตัวสั่น' มือไม้ ปากเปิก หนาวสั่นไปหมด จนต้องขอผ้าห่มมาห่มคลายความสั่นกลัว ใช้เวลานานจนอาหารเช้าที่นำมาเสิร์ฟเย็นชืด ต้องยกออกไปอุ่นใหม่
ทานข้าวเช้าเสร็จ ก็ได้เวลาขึ้นป้าย 'งดน้ำและอาหาร' จนกระทั่งตอนเที่ยง พยาบาลเข้ามาต่อน้ำเกลือเข้ารูเข็มที่เจาะไว้เมื่อเช้า และแจ้งว่าราวบ่ายสองจะมีเจ้าหน้าที่มารับตัวไปห้องผ่าตัด ...ว่าแล้วก็เริ่มเครียด ยิ่งมีเวลาว่างก็ยิ่งคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด เพราะไม่เคยผ่าตัดมาก่อนในชีวิต ทางแก้ของผมก็คือหาอะไรทำ อย่างเช่น อ่านหนังสือ พอมีสมาธิกับการอ่าน ก็เริ่มไม่ฟุ้งซ่าย ลืมเรื่องการผ่าตัดไปได้
กระทั่งบ่ายสอง พยาบาลนำยาแก้ปวดมาฉีดให้หนึ่งเข็ม ตอนยาเข้าเส้นเนี่ยะ ปวดๆ แสบๆ ที่มือและข้อมือ สักพักหนึ่งก็เริ่มเบลอ มึนๆ งงๆ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็จับผมย้ายไปที่เตียงเข็น เพื่อไปยังห้องรอผ่าตัด
ณ ห้องรอผ่าตัด ก็นอนมึนๆ ไปเรื่อยๆ กระทั่ง เอ๊ะ นานไปมั้ยนะ ไอ้เราก็ตื่นเต้น (ไม่เครียด ไม่กลัวละ) จนเริ่มได้สติกลับคืนมา เจ้าหน้าที่ก็พาไปยังห้องผ่าตัด 'OR4' หรือห้องผ่าตัดหมายเลขสี่
ห้องผ่าตัดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หรืออย่างที่เห็นในภาพยนตร์ เพราะเป็นห้องสีขาวสะอาดตา โล่งๆ มีเตียงผ่าตัดขนาดพอดีตัว กระดุกกระดิกเป็นอันตกเตียง มีแกนขนาดใหญ่เหนือเตียง ที่แขนขาเป็นเครื่องมือแพทย์และไฟผ่าตัด ข้างๆ มีเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่อยู่สามสี่ชิ้น ที่พนังห้องมีช่องใส่อุปกรณ์แพทย์ปลอดเชื้อ ฯลฯ อย่างกะอยู่ในหนัง Resident Evil
ขยับไปนอนบนเตียงผ่าตัด แล้วเจ้าหน้าที่ก็จับแขนซ้ายที่มีสายน้ำเกลือกางออก แขนขวาล็อกไว้กับเตียง และพันด้วยเครื่องวัดความดัน หน้าอกแปะเครื่องวัดการเต้นหัวใจ สักครู่วิสัญญีแพทย์ก็เข้ามา ชวนคุยโน่นนี่ ไอ้เราก็คุยคิกคัก ร่าเริง ระหว่างนั้นหมอก็ให้ยาแก้ปวดอีกเข็ม ก็เริ่มมึนๆ งงๆ อีกครั้ง หมอบอกว่านี่ไม่ใช่ยาสลบนะ แต่จู่ๆ ก็สิ้นสติไปตอนไหนไม่รู้ รู้แค่ว่าก่อนที่สติจะหายไป เหลือบดูเวลา 15.45 น...

07 August 2009

ประสบการณ์ผ่าตัด (ตอนที่ 1)


รูปคู่กะโค้กซีโร่ของนิดหน่อย ก่อนวันผ่าตัดสองวัน นัยว่าต้องจากน้ำอัดลม และอื่นๆ ไปอีกหลายเดือน




ความเดิมที่ไปแอดมิตในโรงพยาบาลที่เคยไปใช้บริการประจำ บัดนี้คงไม่ไปแล้วล่ะ เซ็ง
ก็เปลี่ยนโรงพยาบาล เป็น โรงพยาบาลธนบุรี แถวพรานนก เนื่องจากคุณยายเคยรับการรักษากับคุณหมอ ณรงค์ เลิศอรรฆยมณี ที่เป็นคุณหมอจากศิริราช มารับรักษาเป็นเวลาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ผมไปพบคุณหมอเมื่อวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เริ่มจากโรงพยาบาลนี้ก่อนเลย ว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ที่ดูเผินๆ นึกว่าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล เพราะคนไข้เยอะเหลือเกิน ยิ่งเทียบกับโรงพยาบาลเก่าที่ว่ามา โรงพยาบาลนี้ต้องเรียกว่าหนาแน่นมาก
ได้พบคุณหมอตอนเย็น ก็ตามระเบียบ คุณหมอดูฟิล์มเอ็กซ์เรย์ ก็บอกตามที่เห็นว่าพบนิ่วในถุงน้ำดีจริง อันที่จริงหลายๆ คนก็มีนิ่วในถุงน้ำดี เพียงแต่ ถ้าไม่แสดงอาการอะไร ก็ปล่อยไว้เรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน แต่ถ้ามีปัญหาอย่างที่ผมเป็นนี้ คือแสดงอาการต่างๆ เช่น ท้องอืด เฟ้อ ปวดบริเวณลิ้นปี่ (กระเพาะ) และมักมีอาการทันทีหลังทานอาหารมันๆ คลื่นไส้ ฯลฯ ก็ควรมาตรวจ เพราะบ่งบอกอาการของหลายโรค เช่นโรคกระเพาะ และถ้ารักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล ก็ควรทำอัลตร้าซาวนด์ เพื่อเช็คถุงน้ำดี และช่องท้องส่วนบน หากไม่เจออะไรผิดปกติ ค่อยทำการส่องกล้องที่ช่องท้อง ตามลำดับ
ในเคสของผม คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดนำถุงน้ำดีออก ถามว่าทำไมไม่ผ่าเอานิ่วออกอย่างเดียวล่ะ ก็เพราะว่า ถ้ามันแสดงอาการแล้ว ก็หมายความว่าถุงน้ำดีมีปัญหาแล้วล่ะ ถึงจะผ่าเอาแค่นิ่วออกไป ก็จะเกิดอาการเช่นนี้ได้อีกต่อไป การตัดถุงน้ำดีออกไป จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากถุงน้ำดีเป็นตัวพักน้ำดีที่ผลิตจากตับเพื่อไปย่อยไขมันในลำไส้
คุณหมอบอกว่า ช่วงแรกๆ ที่เอาถุงน้ำดีออกไปแล้ว อาจจะมีอาการท้องอืดเวลาทานอาหารมัน หรือบางรายก็มีอาการท้องเสีย ซึ่งก็เป็นปกติ เพราะไม่มีที่พักน้ำดี แต่ต่อไปท่อน้ำดี ที่เป็นตัวลำเลียงน้ำดี จะขยายตัวขึ้นและทำหน้าที่แทนถุงน้ำดีได้เอง แต่อย่างไรก็ควรเพลาๆ การทานอาหารมัน
ตกลงก็เลยต้องผ่าตัดอย่างที่คาดไว้แล้ว คุณหมอว่า ถ้าว่างเมื่อไหร่ ก็มาเอาออก ผมเลยบอกคุณหมอว่าขอกลับไปเคลียร์งานก่อนแล้วจะนัดวันผ่าตัดอีกที เสร็จจากการพบคุณหมอ ก็ไปสอบถามราคาที่ฝ่ายการเงิน เขาคิดคร่าวๆ ว่า แสนสาม!!! โอ้วว ทำไมมันแพงขนาดนี้ เดินออกมาบอกแม่ว่า ไม่ต้องผ่าละ ซื้อโรเล็กซ์ให้ดีกว่า เวลาปวดอีกก็เอานาฬิกามาลูบๆ บรรเทาปวดละกัน - 555 ล้อเล่นน่ะ ปวดขึ้นมาทีนี่รับไม่ได้เลยนะ
คืนนั้นก็เลยคิดแต่เรื่องผ่าตัด เครียดๆๆๆ พอเครียดมาก เพราะเกิดมาไม่เคยผ่าตัด ก็เลยปวดท้องขึ้นมาอีก แทนที่จะได้นอนพักผ่อน ก็เลยไม่ได้นอนกันเลย เรียกว่าคืนนั้น 3 in 1 เลยล่ะ
รุ่งขึ้นเข้าออฟฟิตก็เคลียร์งานโน่นนี่ หมดไปหนึ่งวัน วันพฤหัส ที่ออฟฟิตมีทำบุญออฟฟิต ขณะเดียวกัน ก็มาคิดว่า ถึงไม่ผ่าตัดอาทิตย์นี้ ก็ต้องเป็นอาทิตย์หน้าอยู่ดี แถมต้องทานแต่ข้าวต้ม โจ๊ก และยาไปเรื่อยๆ จนถึงอาทิตย์หน้า ไหนๆ ก็ไหนๆ อาหารวันทำบุญ เยอะแยะและน่าทานมากมาย เลยตัดสินใจว่า เสาร์นี้เลยละกัน และก็ได้ความว่า วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อจองห้อง เช็ค และเตรียมร่างกายตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง และให้งดน้ำงดอาหารตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ต่อเช้าวันเสาร์เพื่อตรวจเลือดด้วย
วันพฤหัสที่ว่านั้น อดใจไม่ไหว เลยแอบหม่ำลูกชิ้นปิ้ง และหมูสะเต๊ะ ไปหลายไม้ ผลก็คืออาการเจ็บถุงน้ำดีกำเริบไปจนถึงวันศุกร์ ตอนเย็นก็ซ้ำเติมร่างกายด้วยข้าวต้มมื้ออำลาจากนิดหน่อย ส่วนคืนวันศุกร์ก็เป็นมื้ออำลาจากน้องบิ๊ก
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง...




ปล. ลองค้นในพจนานุกรมออนไลน์ เขามีศัพท์ 'การศัลยกรรมเอาถุงน้ำดีออก' เป็นภาษาอังกฤษว่า 'cholecystectomy'

23 July 2009

นิ่วในถุงน้ำดี กะโรงพยาบาลแย่ๆ

เมื่อวานตอนดึก เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงจนต้องหอบร่างไปหาหมอ ที่โรงพยาบาลเอกชนบนถนนสาทร เพราะไปหาเป็นประจำ

อาการคือปวดใต้ราวนมขวา ปวดมาก ปวดจนอยากอาเจียน อยู่นิ่งๆ ไม่ได้เลย (คนอื่นอาจไม่ได้ปวดแบบผม) คุณหมอที่ห้องฉุกเฉินรีบจับขึ้นเตียง หลังเห็นอาการแย่มากของผมหลังลงทะเบียนคนไข้ ขึ้นเตียงก็แทบจะอยู่ไม่สุก เพราะปวดมาก คุณหมอตรวจและสอบถามอาการ จากนั้นจึงตัดสินใจให้ฉีดยาแก้อาเจียน และยาลดกรด ฉีดเสร็จก็ไม่หาย ปวดท้องต่อไปเรื่อยๆ เดินพล่านอยู่ในห้องคนป่วย พยาบาลก็ตกอกตกใจ
"ใจเย็นๆ ค่ะ อดทนสักยี่สิบนาทีนะคะ" พยาบาลบอก ก็พยายามใจเย็นแต่มันปวดมาก ไม่ใช่เหมือนปวดท้องกระเพาะหรือปวดท้องอาหารเป็นพิษ ก็ยังคงวิ่งพล่าน และพยายามอาเจียน แต่ก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายดิ้นไปมาครบเวลา อาการก็ไม่ดีเลย
คุณหมอกลับมาดูอาการอีกครั้ง ถามว่าจะแอดมิตมั้ย ถ้าแอดมิตก็จะได้ตามดูอาการได้ ตอนเช้าจะได้พบหมอประจำ มิฉะนั้นก็จะให้ยาอีกตัวแรงขึ้น แล้วกลับ ตัดสินใจว่าจะพักที่โรงพยาบาลดีกว่า เพราะยังไม่มีวี่แววจะหายเลย
ตอบตกลงไป เขาก็เอาน้ำเกลือมาเสียบหลังมือ แล้วให้ยาลดกรดเพิ่มอีกเข็ม เจ้าหน้าที่เข็นรถพาขึ้นชั้น 24 บนสุด ได้ห้อง 2408 ไปนอนในห้องก็ยังไม่หายปวด วิ่งไปมารอบห้อง คุณพ่อ คุณแม่ตามมา ดูเขาจะเจ็บกว่าเราเสียอีก สงสารพ่อแม่จับใจ แต่ตอนนี้ก็ทรมานจริงๆ เหมือนกัน ก็เลยดิ้นพราดๆๆๆๆๆ
ที่สุดคุณหมอเวรก็เข้ามา เห็นอาการ ก็สั่งให้เอายาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟิน และยาอีกขนาดมาให้รวมสองเข็ม ฉีดเข้าไปสักพัก อาการปวดก็ลดลง พร้อมอาการซึมลงเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนชาทั่วร่างเพราะฤทธิ์ผงชูรส แรงหมด จะหยิบโทรศัพท์มาดู sms ก็หมดแรง ลืมตาก็เบลอๆ นึกว่าจะคึกคักล่องลอยเสียอีก ว่าแล้วก็หลับไป
เกือบแปดโมงเช้าคุณหมอประจำเข้ามา ขอไม่เอ่ยชื่อละกัน เพราะจะจำไว้จนวันตาย เข้ามาถึงก็ดูอาการ แล้วบอกว่า เอาล่ะคับ "เดี๋ยวให้ไปอัลตร้าซาวนด์นะ เพราะญาติขอให้ทำ" ว่าแล้วก็ออกไป แล้วเจ้าหน้าที่ก็มาพาลงไปอัลตร้าซาวด์
ระหว่างอัลตร้าซาวด์ เขาก็ให้พลิกไปมา ส่องโน่นนี่ ก็ถามว่าพบอะไรมั้ยครับ เข้าหน้าที่การแพทย์ก็ตอบกลับมาว่า "พบนิ่วสองสามก้อนในถุงน้ำดีครับ" เห้อ...อยากจะเป็นลม สิ่งที่ไม่อยากให้เป็นดันเป็นอย่างที่คาด ยังไงล่ะ ต้องผ่าตัดมั้ย ต้องอะไรยังไง เมื่อไหร่ เจ้าหน้าที่บอกว่าคงต้องให้คุณหมอแนะนำ น่านสิ เขาไม่ใช่แพทย์นี่นะ

ขึ้นไปบนห้องอีกครั้ง พยาบาลนำอาหารเช้ามาให้ ก็ถามพยาบาลว่าคุณหมอจะมาเมื่อไหร่ เขาว่า "ตอนบ่ายๆ ค่ะ เพราะหมอมีคนไข้เยอะ" ก็ตามนั้น รอจนเกือบเที่ยง พยาบาลก็นำอาหารกลางวันมาให้ แม่ก็ถามอีก คุณหมอจะมาหรือยัง คำตอบก็ยังคงเป็นบ่ายๆ จนกระทั่งบ่ายโมงกว่า พยาบาลมาเก็บอาหาร แม่ก็ถามอีกว่า แล้วหมอจะมากี่โมง เขาก็บอกอีกเหมือนเดิม บ่ายๆ ค่ะ จนพล่อยหลับไปหนึ่งตื่น
ตื่นขึ้นมาราวสี่โมงเย็น ก็เอ๊ะยังไง มีแต่คนโทรมาถามว่าเป็นอะไรยังไงบ้า ก็ตอบไม่ได้ รู้แค่ว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี แล้วต้องทำไงอีก ก็ไม่รู้ ไม่ได้เจอหมอตั้งแต่ตอนเจ็ดโมงเช้า ไม่ได้ละ โทรไปถามพยาบาลอีกรอบด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ว่าตกลงคุณหมอจะมากี่โมงครับ นี่สี่โมงเย็นแล้ว ว่าแล้วคุณพยาบาลก็ไปตามให้
วางสายไปสักพัก ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พยาบาลอยู่ในสายแจ้งว่า ขอให้คุยกับคุณหมอนะคะ ว่าแล้วก็โอนสายให้คุณหมอ "เดี๋ยวเรามาพบกันพรุ่งนี้นะครับ" เอ๊ะยังไง? แล้วให้รอทำไมทั้งวัน "แล้วผมจะต้องทำไงครับคุณหมอ นอนโรงพยาบาลรอคุณหมอตอนเช้าหรอครับ" ผมถาม แล้วคุณหมอก็ตอบว่า "ครับ ก็เป็นอย่างนั้น ผมยังไม่ได้ดูฟิลม์อัลตร้าซาวด์เลย ไว้มาดูพรุ่งนี้กัน"
"อ้าว แล้วทำไมไม่บอกละครับ นี่ผมอยู่รอหมอมาตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ และตอนนี้ผมก็ไม่มีอาการแล้ว จู่ๆ หมอก็มาบอกว่าให้เจอกันพรุ่งนี้ ยังไงล่ะ ผมต้องรอไปเปล่าๆ ฟรีๆ ทั้งวันหรอคับ แล้วถ้าผมกลับบ้านละ เจอกันวันพรุ่งนี้ดีมั้ย เพราะบ้านก็ไม่ไกล" ผมตอบไปอย่างมีอารมณ์พอประมาณ คุณหมอก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวผมขอคุยกับพยาบาล
สักพักคุณพยาบาลก็เข้ามา (ซวยละ) แล้วก็บอกว่า คงเป็นการสื่อสารกันผิดพลาดของพยาบาลรอบเช้าค่ะ เพราะเห็นว่าตอนบ่ายหมอมีส่องกล้อง แล้วคงลืม ผมก็ว่าแล้วงัยล่ะ ให้ผมรอกี่ชั่วโมงแล้วต้องมารอต่อไปถึงพรุ่งนี้โดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร คุณไม่คิดค่าห้องผมหรือเปล่าล่ะ
พยาบาลก็ตอบเลี่้ยงๆ ใจเย็นๆ ว่า ก็ต้องโทษนะคะ แต่พยาบาลคิดว่าคุณหมอคงอยากให้ดูอาการอีกคืน ถ้าไม่มีอะไรก็พรุ่งนี้ก็มาดูอาการกัน ผมก็บอกว่า แต่คุณหมอไม่ได้บอกผมเลย หมอหายไปเลย ปกติคนไข้ก็ต้องหวังที่จะฟังอะไรจากหมอ แต่นี่เหมือนโดนทิ้งให้นอนรออยู่ในห้องเปล่าๆ ทั้งวัน ไม่เอาดีกว่า ขอกลับละครับ ...อันที่จริงก็มีบ่น (ด่า) โน่นนี่อีกพอประมาณ แต่เล่าไม่ไหวละ ยาวเกิน
สรุปพยาบาลก็จะไปถามหมอให้ว่าต้องทำอะไรยังไง ครู่ใหญ่ก็กลับมาพร้อมบอกว่า ตกลงงั้นเดี๋ยวคิดค่าบริการนะคะ แล้วก็ให้ยามา แล้วก็ฟิลม์อัลตร้าซาวด์ พร้อมผลเลือด จากนั้นก็ลงไปจ่ายเงิน พร้อมกับคอมเพลนอีกรอบหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จากนั้นก็กลับ ด้วยราคาค่าห้องค่ายาค่าหมอ รวมประมาณ 10,376 บาท (ลดเฉพาะค่าห้องและค่ายา 5% จากบัตรเครดิต และ 5% ที่จำใจลดให้ - เพราะต้องทวง ว่าไม่คิดจะแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้างหรอ!)
แต่ที่เจ็บใจที่สุดคือค่าหมอ ห้องฉุกเฉิน และหมอเวร คนละ 300 และ 400 บาท แต่หมอประจำตอนเช้าที่คุยกะเราสองประโยค แล้วหายไป คือ 600 บาท!! ตอนนี้ก็เลยต้องหาโรงพยาบาลใหม่ เพราะเสียความรู้สึกกับการไม่ใส่ใจคนไข้ ทั้งที่เป็นโรงพยาบาลที่ผมไปใช้บริการมาโดยตลอด
เสียชื่อนักบุญคนยากหมดเลย

15 July 2009

เกร็ด หวัด ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดใหญ่ 2009

เมื่อตอนสายของวันนี้ ไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ ด้วยอาการคล้ายเป็น หวัด (common cold) คือเจ็บคอ และมีน้ำมูก ที่โรงพยาบาล ผู้ใช้บริการก็คาดหน้ากากกันเป็นส่วนใหญ่ ก็คงด้วยกลัวว่าจะรับเชื้อมากไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะรู้กันดีว่าถ้าคนไม่ป่วย คงไม่ไปโรงพยาบาลหรอก

พบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยโรค ก็ตามที่คาดไว้คือสันนิษฐานว่าเป็นหวัด ไม่ได้เป็นไข้หวัดใหญ่ (flu / influenza) ที่ต้องกระแดะพิมพ์อังกฤษ เพราะหลายคนมักจะเข้าใจรวมกันว่า หวัดก็ต้องเป็นไข้หวัด ยิ่งตอนนี้ก็ยิ่งต้องคิดว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรือเปล่า เพราะอาการหวัด กะไข้หวัดใหญ่ก็คล้ายกัน

ตรวจอาการเสร็จ คุณหมอก็ถามว่า "มีอะไรอยากถามมั้ยคะ" เดาว่า คนคงสงสัยเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 กันเยอะ เพราะตอนวินิจฉัยอาการ หมอก็เทียบเคียงกับอาการของไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยตลอด ก็เป็นโอกาสดี ที่จะได้ความรู้มาเล่าให้ฟังกัน ดังนี้

คุณหมอแนะนำว่า อาการเริ่มต้นอย่างการเป็นหวัด คือแค่เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก มีเสมหะ แบบที่ผมเป็น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเป็นไข้หวัดใหญ่ แนะนำให้รอดูอาการไปอีก 2-3 วัน จนถึงหนึ่งอาทิตย์ หากไม่มีไข้ขึ้นสูงมาก (คือมากกว่า 38 องศาเซลเซียส) ปวดเมื่อยเนื้อตัวจนแทบจะลุกไปไหนไม่ได้ และไข้ไม่ลด ก็ต้องรีบมาพบแพทย์โดยด่วน ***ควรมีปรอทวัดไข้ติดบ้านกันนะ***

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมหากเพื่อนๆ ในที่ทำงานหรือโรงเรียน ป่วยเป็นแค่หวัด คือเจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก จึงควรคาดผ้าปิดปาก หรือที่ให้ถูกต้อง ควรพักอยู่กับบ้าน ดูอาการ เพราะมีสิทธิเป็นไข้หวัดใหญ่ตามมาได้

เพิ่มเติม: ในคนไข้ ที่เป็นไข้หวัดใหญ่โดยปกติ จะมีอาการควบคู่กันไป คือเจ็บคอ มีน้ำมูก และเป็นไข้ แต่ในบางกรณี อาจไม่มีไข้ในระยะแรกก็ได้

ไม่ควรทานยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสเอง หรือยาลดไข้แบบแรงๆ (ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าเป็นไข้หวัดใหญ่) เพราะจะทำให้การวินิจฉัยโรคยาก ในเบื้องต้นควรรักษาตามอาการ เช่นถ้าเป็นหวัดมีไข้ก็ทานยาลดไข้ (แนะนำ พาราเซตามอล 2 เม็ด ในผู้ใหญ่ 1 เม็ดในเด็ก ...ตามที่ผมทราบมา: ไม่ใช่เป็นไข้นิดเดียวขอกินเม็ดเดียว หรือครึ่งเม็ดพอ เพราะต้องรับปริมาณยาตามน้ำหนัก)

ไข้หวัดใหญ่ 2009 ต่างจากไข้หวัดใหญ่ปกติ ตรงที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ติดต่อกันได้ง่ายกว่าไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จึงเป็นที่วิตกกันทั่วโลก ทว่าอาการของการเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 และการรักษาก็ไม่ต่างจากไข้หวัดใหญ่ปกติ

เป็นแค่หวัด ก็มีโอกาสอ่อนเพลีย เมื่อยเนื้อตัว และมีไข้ได้เหมือนกันนะ ...รักษาตามอาการจ้ะ อย่าวิตกจริต

คุณหมอเล่าว่า อาทิตย์นี้ คนไข้วิตกกันน้อยลงกว่าอาทิตย์ที่ผ่านมา อีกทั้งการตรวจพบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ของคนไข้ที่มารักษามีน้อยกว่าอาทิตย์ที่แล้ว ถึงขนาดที่คุณหมอบอกว่า อาทิตย์ที่ผ่านมา เอาน้ำมูกคนไข้ไปตรวจแทบทุกรายจะเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่จะเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือเปล่าคุณหมอบอกว่าไม่ทราบ เนื่องจากต้องตรวจเป็นกรณีๆ ไป เพราะค่าตรวจแพงจริง

และอาทิตย์ที่แล้ว คนไข้ที่มาโรงพยาบาล คาดหน้ากากกันมากกว่าอาทิตย์นี้เสียอีก

ตอนไปหาหมอเมื่อเช้า พยาบาล จะซักอาการละเอียดกว่าปกติ เช่น มีไข้มั้ย เจ็บคอ น้ำมูกไหล ฯลฯ และนอกจากชั่งน้ำหนัก และตรวจความดันปกติ ก็จะให้ปรอทวัดไข้ด้วย เป็นต้น

สำหรับวิธีป้องกันการติดเชื้อเบื้องต้น และข้อมูลไข้หวัดใหญ่ 2009 ผมเคยคิดลอกจากเอกสารเผยแพร่ที่ไปได้มาจากฮ่องกงแล้วครั้งหนึ่ง ย้อนกลับไปอ่านได้ที่ http://kokoichi.blogspot.com/2009/05/human-swine-influenza.html และวิดีทัศน์เรื่องไข้หวัด 2009 http://kokoichi.blogspot.com/2009/06/blog-post.html

07 July 2009

Sunday Morning at BangRak

ปกติเรื่องตื่นเช้า เหมือนเป็นเส้นขนานกับชีวิต ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่อยากตื่นแต่เช้าตรู่ ยิ่้งถ้าให้ออกจากบ้านก็ยิ่งจำเป็นสุดๆ แบบว่าต้องไปทำงาน
คืนวันเสาร์ดื่มไวน์เยอะไปหน่อย แต่แปลกเพราะควรจะหลับไม่ได้สติ ทว่าหลับไปไม่ถึงชั่วโมงก็ตื่น ...แล้วก็ไม่หลับอีกเลย! "เช้าแล้วนิ" ผมบอกกับตัวเอง เพราะแดดเริ่มส่อง เอางัยดีกับชีวิต กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงไม่หลับเสียที ก็อย่ากระนั้นเลย ทำไมไม่หาอะไรดีๆ ทำดูบ้าง อะไรบ้าง - ว่าแล้วก็นึกอะไรออกอย่างหนึ่ง ...ใช่แล้วล่ะ ออกไปซื้อกระเพาะปลาบางรักท่าจะดี
ที่คิดแบบนั้นเพราะอย่างที่ทราบว่าหน้าบ้านก็คือสถานีรถไฟฟ้า สถานีที่สามก็เป็นสถานีสะพานตากสิน ซึ่งก็คือ บางรัก ...แน่นอน ตอนนี้อยู่ในระหว่างทดลองใช้บริการ สามสถานีนี้ก็เลยขึ้นลงฟรี จนถึงวันที่ 12 สิงหาคมนี้
ตื่นเช้าคงมีอะไรดีๆ อย่างที่เราไม่เคยได้เจอมาก่อนก็ได้มั้ง (เอ๊ะ ความจริงยังไม่หลับต่างหากนิ!)
สัมผัสแรกที่ปะทะความรู้สึกคือแสงแดดอ่อนๆ ย้อนกลับไปที่จะต้องตื่นเช้าเป็นประจำคือตอนไปโรงเรียน พอขึ้นมหาวิทยาลัย ก็จะต้องตื่นเช้าๆ แค่ปีแรกๆ พอทำงาน ก็ลืมไปเลยว่าตื่นเช้าเป็นอย่างไร
เดินขึ้นบนสถานีรถไฟฟ้าอย่างเรื่อยเปื่อย อาทิตย์เช้าดูไม่ต้องรีบเร่ง เป็นอย่างต่อมาที่รู้สึกได้ว่า ลืมเวลาเรื่อยเปื่อยนี่ไปนานแค่ไหน ...ก็คงตั้งแต่เริ่มทำงานมั้ง อย่างว่า สังคมเมืองก็ทำให้เราต้องเร่งชีวิตตามเข็มนาฬิกาเมือง
ขึ้นไปบนชานชลา ระหว่างรอรถไฟฟ้า ก็แอบสังเกตุถนนที่ปกติออกจากบ้านที่ไร ก็ต้องมีแต่รถ ติดยาวเหยียด และแดดร้อนอบอ้าว จะเห็นภาพถนนโล่งๆ ยามสาย บ่าย เย็น ก็ต้องเป็นช่วงวันหยุดยาวๆ เท่านั้นแหละ
บนรถไฟฟ้า ก็แทบจะไม่มีผู้คน ผมไม่รู้หรอกว่า คนที่อยู่บนรถไฟฟ้ายามนี้ เขาต้องทำอะไรบ้าง เขากำลังคิดอะไร และกำลังจะไปไหน รู้แค่ว่า ตอนนี้ตัวเองไม่ต้องรีบเร่ง ไปต้องวุ่นวาย ไม่ต้องลืมโน่นนี่ จึงมีเวลามองโน่นนี่ได้อย่างละเอียดขึ้น มีเวลาให้กับตัวเอง หยิบไอพ๊อดขึ้นมาฟัง เปิดเพลงเบาๆ ก็ให้รู้สึกเพลิดเพลิน ทั้งที่มันก็แค่นั่นรถไฟฟ้า

ถึงสถานีสะพานตากสิน แม่ค้าแม่ขาย กำลังกุลีกุจอตระเตรียมร้านรวง เหมือนจะรีบ แต่ก็ดูไม่ซีเรียส บางก็นั่งพัก ทอดสายตาอย่างอารมณ์ดี ก็เลยไปซื้อขาเย็นกับแม่ค้าติดบันไดรถไฟฟ้าเป็นประเดิม

ถ้าเป็นวันปกติ เวลา 7.33 น. เหมือนเช่นภาพบน ก็คงคึกคักน่าดู เพราะอย่างที่รู้ บางรักก็เป็นหนึ่งในย่านค้าขายที่จอแจวุ่นวาย ถนนก็แคบ ทางเท้าก็เล็ก มีทั้งตลาด มีทั้งป้ายรถเมล์ มีทั้งท่าเรือ น่าเวียนหัวดี
ปกติผมก็ชอบอะไรที่จอแจ (บ้าง) แต่ไม่วุ่นวาย เหมือนเวลาเดินห้างแล้วคนเยอะเป็นหนอน แถมมีเสียงอะไรต่อมิอะไร อย่าง เสียงเพลงเสียงโทรโข่งแต่ละร้าน เสียงคน เสียงจากลำโพงในห้าง แบบนี้สิวุ่นวายอย่างที่ทำให้อารมณ์เสีย แต่อย่างวุ่นวายแบบตลาด กลับรู้สึกชอบ
เช้านี้ร้านรวงยังปิด และปิดเกือบหมดทุกร้านในย่านนี้ ก็เลยรู้สึกแปลกๆ เพราะอย่างที่บอก แทบไม่เคยเห็นเลย


ถนนก็โล่ง สบายใจ...


ปกติก็เห็นผักผลไม้แบบนี้ประจำ แต่ตอนเช้าๆ ได้เห็นอะไรสีสดๆ แบบนี้ก็ดูไม่เลว


ถ้าไม่รีบมาก และได้ไปบางรัก ก็มักแวะซื้อขนมหวานที่มีอยู่สองร้าน ร้านหนึ่งอยู่ซอย อีกร้านก็ดังรูป ส่วนใหญ่จะซื้ออีกร้านนึงมากกว่า เพราะขายในบ้านเก่าๆ ดูขลัง ก็เลยเลือกเอาความขลังไว้ก่อน :-)

มาถึงซอยที่ขายกระเพาะปลาแล้วครับ ซอยนี้อยู่ตรงข้ามตึกสเตรท ทาวเวอร์ ที่ตั้งของโรงแรมเลอบัว และภัตตาคารซิร๊อคโค่ บนดาดฟ้า ร้านกระเพาะปลา เป็นห้องแถวห้องเดียว ขายกระเพาะปลาที่มีสาขาออริจินัลอยู่ที่แถวศาลเจ้าพ่อเสือ แม่บอกว่า ที่นี่ก็จะไปเอากระเพาะปลาจากร้านออริจินัลมาขายที่นี่ ก็คือไม่ได้ปรุงกันที่บางรัก มีหน้าที่ตักใส่ชาม ใส่ถุงขายอย่างเดียว ลูกค้าก็เยอะแยะ เคยมาซื้อกับแม่ครั้งสองครั้ง โหย คิวยาวน่าดู ขายแป๊บเดียวก็หมด
ทว่า วันนี้มาเช้าเกิน มีแต่ร้านเปิดไว้โล้นๆ ไม่มีคน ไม่มีกระเพาะปลา ...อ้าว.... เซ็ง!!

เฮ้อ มาเช้าไปหรือนี่! ได้เราก็นึกว่าเวลานี้เวลาเด็ด อาจจะเป็นคิวแรก ที่ไหนได้ เป็นคิวที่ศูนย์ คืออดแดก -
พี่พลอย จริยะเวช ส่งข้อความมาในเฟสบุ๊ค ว่าอยากทานบ้าง ก็เลยตอบไปว่ามาเช้าเกินไม่มีอะไรขาย พี่ท่านก็ตอบกลับมาว่า งั้นอย่าลืมขนมที่ร้านปั้นลี่ ก็บอกท่านพี่กลับไปว่า ไม่มีอะไรขายน่ะ ไม่ใช่แค่กระเพาะปลา แต่ไม่มีอะไรใดๆ รวมทั้งปั้นลี่ร้านโปรด ที่แต่ก่อนใครผ่านมาแถวนี้ก็มักแวะซื้อคุ๊กกี้เม็ดมะม่วงหิมพานต์มาฝาก (แต่หลังๆ นี้ผมว่ามันไม่ค่อยอร่อย ชิ้นเล็กลง และเม็ดมะม่วงก็น้อยลง ซึ่งก็ผ่านมาหลายปีละ ไม่รู้เดี๋ยวนี้จะเป็นยังไง)
แต่ก็ไม่ไร้ซึ่งอะไรใดๆ ติดมือกลับบ้าน เพราะยังเหลือโจ๊กบางรัก หรือโจ๊ก (โรงหนัง) ปริ๊นซ์ ขายมาตั้งแต่เช้า ผมไม่ค่อยรู้จักโจ๊กร้านนี้หรอก เพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยชอบโจ๊กใสๆ ชอบโจ๊กข้นๆ แบบโจ๊กตลาดน้อย หรือโจ๊กพาหุรัด แต่ที่นี่แม้โจ๊กจะใส
แต่เขาดังเรื่องหมูสับก้อนชิ้นใหญ่ยักษ์ ที่เอามาหันแบ่งย่อยๆ ได้ 4-5 ชิ้นขนาดปกติที่ร้านโจ๊กอื่นๆ ขายกัน มองดูออฟชั่นจากทางร้าน ผมว่าใส่ตับก็เข้าท่า เพราะดูน่าทานดี แต่บังเอิญผมไม่ทานตับ ก็ผ่านไป
คุณพี่คนขายแต่งตัวแต่งหน้าสีจัดจ้าน อย่างที่บอกตอนดูผักผลไม้ ว่าได้เห็นอะไร สีสดๆ ยามเช้าแบบนี้ก็ดูสบายใจดี คุณพี่ดูเหมือนจะต้องเสียงดัง โวยวาย อารมณ์ร้าย ตามเสื้อผ้าหน้าผม ที่มักคุ้นกันในละครหลังข่าว เรียกว่าตรงตามสูตรตัวร้ายเลยล่ะ จริงๆ กลับยิ้มแย้ม ร่าเริง อารมณ์ดี แม้คนเข้าคิวรอจะเยอะและวุ่นวาย ...เช้านี้มีแต่เรื่องดีๆ เฮะ
ได้โจ๊กใส่ไข่มาสามถุง รสชาติไม่เลวร้าย หมูสับก้อนชิ้นยักษ์ แต่แนะนำให้เอากลับมาอุ่นที่บ้านครับ จะได้ร้อนๆ ทั้งโจ๊กและเนื้อหมู (ร้อนไปถึงข้างในก้อนหมู เนื่องจากหมูสับชิ้นใหญ่ ข้างในเลยไม่ค่อยร้อน แต่ก็สุก) กดภาพถ่ายสุดท้ายก่อนกลับบ้าน จากบนชานชลารถไฟฟ้า สถานีสะพานตากสิน รถก็ยังโล่งเช่นเคย
เป็นความสงบ และได้ใช้ชีวิตกับตัวเองจริงๆ อีกครั้ง

12 June 2009

ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ๆ


วิดีโอข้างบนนี้ พบในเว็บไซต์ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่ามีสาระและเป็นประโยชน์อย่างมาก นำเสนอที่มาที่ไป และวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่เราทำได้ และควรทำอย่างเป็นประจำ ที่ไม่เพียงแต่จะป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ยังสามารถป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ วัณโรค ท้องร่วง โรคซาร์ส ฯลฯ รวมทั้งไข้หวัดพิสดารที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ปัญหาใหญ่ของการรณรงค์ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ก็คือ ยังเข้าไม่ถึงประชาชนจำนวนมาก และคนส่วนมากก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องล้างมือ ทำไมต้องสวมหน้ากาก ที่สำคัญ ยังเห็นเป็นเรื่องขำ เรื่องตลก ถ้าต้องสวมหน้ากาก

ที่สำคัญ ได้เห็นโฆษณารณรงค์ป้องกันไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ทางโทรทัศน์ บ้านเราแล้วเศร้าใจ เพราะเริ่มเรื่องด้วยเรื่องการป้องกันไข้หวัดแบบง่ายๆ ขำๆ ตบท้ายด้วยรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้อง มาย้ำว่า "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ป้องกันได้ครับ"
ผมว่า บอกคนดูไปอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมา ยังจะดีเสียกว่ามีการแสดงอะไรตลกๆ หรือนำชาวบ้าน หรือรัฐมนตรีมาพุดจา หรือการันตีว่ารักษาหาย ผมว่าเอาคลิปวิดีโออันแรก มาย่อแล้วฉายแทนโฆษณา ยังจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะจะทำให้เรารู้ที่มาที่ไปของโรค สาเหตุของการแพร่เชื้อ อันเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องสวมหน้ากาก ล้างมือ ทานอาหารร้อน ใช้ช้อนกลาง
เมื่อเรารู้จักโรค รู้จักสาเหตุการแพร่เชื้อโรค การติดต่อ และการป้องกัน เราก็จะไม่ตื่นตระหนกเมื่อโรคร้ายนี้แพร่กระจายในบ้านเมืองเราเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และยังจะสามารถช่วยกันป้องกันโรคร้ายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ย้อนกลับไปอ่านคู่มือป้องกันโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ที่ผมไปได้แผ่นพับมาจากฮ่องกง เป็นภาษาไทย ได้ที่ http://kokoichi.blogspot.com/2009/05/human-swine-influenza.html

23 May 2009

ไข้หวัดหมูในมนุษย์ (Human Swine Influenza)


เก็บตกจากทริปฮ่องกง ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอเอกสารนี้ ร่วมกับอีกหลายๆ ภาษา ฯ ที่สาธารณะกลางใจฮ่องกง แสดงให้เห็นว่าทางรัฐบาลฮ่องกงเอาจริงเอาจังกับโรคร้ายนี้ คงเพราะครั้งหนึ่งฮ่องกง เผชิญกับโรคซาร์ส และไข้หวัดนก จนทั้งเมืองแทบจะร้าง คราวนี้ก็ขอให้ไม่พลาดซ้ำสอง สาม สี่ ...
ที่ฮ่องกงพบเห็นคนสวมหน้ากากได้ทั่วไป อาจะไม่มาก แต่ก็เจอเรื่อยๆ ยิ่งสนามบิน และบนเครื่องบินก็สวมกันทั่วหน้า จนวิตกไปด้วยคน ส่วนบ้านเราก็... เอ่อ... จะบอกอย่างไรดี ที่ญี่ปุ่น เพียงวันแรกที่พบผู้ป่วยไข้หวัดหมูในโกเบ หลังวันที่ 2 พฤษภาคม ที่มีการแข่งวอลเลย์บอลระดับไฮสกูล จนวันนี้พบผู้ติดเชื้อแล้วถึง 279 (ตัวเลขเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม) ทั่วภูมิภาคคันไซ โดยมีศูนย์กลางที่โกเบ รวมทั้งโอซาก้า ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูรายแรกในโตเกียวเมื่อวานซีน
...ซึ่งก็คือมันระบาดไวมาก และที่ทราบจากข่าวก็คือ ระยะฟักตัวของเชื้อนี้คือประมาณหนึ่งอาทิตย์ ฉะนั้นเราจะไม่ทราบว่าติดเชื้อในระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งก็แพร่เชื้อไปไหนต่อไหน อย่างที่เกิดที่ญี่ปุ่นเวลานี้

เห็นว่าเอกสารที่เก็บมาจาก Centre for Helth Protection (http://www.chp.gov.hk/) ของทางการฮ่องกง เป็นประโยชน์ต่อชาวไทย จึงขออนุญาติลอกมาให้อ่านกัน
ไข้หวัดหมูในมนุษย์
ภูมิหลัง
มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูสายพันธุ์ A/H1N1 (ไข้หวัดหมู) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศเม็กซิโก และประเทศต่างๆ จำนวนมาก ไว้รัสไข้หวัดใหญ่หมูนี้ แต่เดิมเป็นที่ทราบกันดีว่า แพร่ระบาดในหมูและมีการแพร่เชื้อไปสู่มนุษย์บ้าง แต่ในเวลานี้เกิดการแพร่ระบาดไวรัสไข้หวัดหมูไปทั่วโลก และเป็นการแพร่เชื้อจากมนุษย์ไปสู่มนุษย์ด้วยกันเอง
ลักษณะอาการ
อาการของไข้หวัดหมูในมนุษย์นั้นมักจะคล้ายกับอาการไข้หวัดใหญ่ธรรมดาในมนุษย์ที่ติดเชื้อตามฤดูกาล ซึ่งได้แก่ มีไข้ เซื่องซึม ไม่อยากอาหาร และไอ บางคนที่ติดเชื้อไข้หวัดหมูอาจมีอาการน้ำมูกไหล เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงร่วมด้วย
วิธีการติดต่อ
การติดเชื้อไข้หวัดหมูในมนุษย์สู่มนุษย์คาดว่าเกิดขึ้นในทำนองเดียวกับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ที่แพร่ระบาดในหมู่ผู้คน นั่นคือ โดยหลักๆ แล้วเกิดจากการไอหรือจาม นอกจากนี้ผู้คนอาจได้รับเชื้อจากการสัมผัสวัตถุที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดปนเปื้อนอยู่ และจากนั้นไปสัมผัสกับจมูกปากของตน
ไม่มีรายงานว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดหมูสู่คนผ่านการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อหมู หรือผลิตภัณฑ์จากหมูที่มีการจัดการและการปรุงสุกอย่างเหมาะสม การปรุงเนื้อหมูให้สุกภายในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส (160 องศาฟาเรนไฮน์) ทำให้เชื้อไว้รัวไข้หวัดหมูตาย
การควบคุม
ผู้ที่เริ่มมีอาการไข้หวัดใหญ่ ควรสวมผ้าปิดปากและพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ผู้ที่ไปยังสถานที่ที่มีการติดเชื้อ หรือได้คลุกคลีกับผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงสถานที่ที่เคยเดินทางไป และประวัติการสัมผัสเชื้อ
ยาต้านไวรัสสามารถลดความรุนแรง และระยะเวลาของการเจ็บป่วยลงได้ แต่ต้องใช้ตามใบสั่งแพทย์ 'จะต้องไม่ซื้อยามาใช้เองโดยเด็ดขาด'

การป้องกัน
เนื่องจากไวรัสไช้หวัดหมูสายพันธุ์ H1N1 แตกต่างไปจากไวรัส H1N1 ในมนุษย์อย่างมาก วัคซีนสำหรับรักษาไข้หวัดธรรมดาในมนุษย์จึงไม่ให้การป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์ H1N1 แต่อย่างใด
ประชาชนควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันล่วงหน้าต่อไปนี้:
  • รักษาความสะอาดมือ และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ การใช้น้ำยาเช็ดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ก็ได้ผลเช่นกัน

ในยามที่มือปนเปื้อนกับสิ่งสกปรกที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ควรจะ

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสปาก จมูก หรือตา
  • ล้างมือด้วยสบู่เหลวโดยทันทีหากมือปนเปื้อนสารคิดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เช่นหลังจากจามหรือไอ
  • ปิดจมูกหรือปากเมื่อจามหรือไอ
  • ไม่ถมน้ำลาย และใช้กระดาษทิชชู่ปิดจมูกและปากก่อนบ้วนน้ำลาย และทิ้งกระดาษทิชชู่ลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด
  • สวมผ้าปิดปากเมื่อมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือเริ่มมีไข้ แล้วไปพบแพทย์โดยทันที
  • ไม่ไปทำงาน หรือโรงเรียน หากคุณมีอาการคล้ายไข้หวัด

หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่ที่มีการติดเชื้อ ยกเว้นถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรจะ

  • ในระหว่างการเดินทาง - สวมผ้าปิดปาก และไม่สัมผัสกับผู้ป่วย
  • หลังจากกลับมาจากการเดินทาง - ใส่ในใจสุขภาพของตนเองอย่างใกล้ชิด และสวมผ้าปิดปากเป็นเวลา 7 วัน และรีบปรึกษาแพทย์ในคลีนิคหรือโรงพยาบบาลของรัฐโดยทันที หากมีอาการคล้ายไข้หวัดปรากฏ

(ข้อมูลวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552)

ติดตามสถานการณ์ข่าวคืบหน้าของไข้หวัดหมูของกระทรวงสาธารณสุข ได้ที่ http://beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=419303&Itemid=199

24 April 2009

ความทรงจำ...ที่ฉันภูมิใจ

(ความทรงจำ...ที่แสนภูมิใจ)
ก่อนกลับบ้าน คุณแม่ท่านโทรมาถามว่าไปขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสมาหรือเปล่า เราก็งงว่ามามุกไหน ปกติก็ไปกลับบีทีเอสอยู่แล้ว แต่บีทีเอสหน้าบ้านยังไม่เสร็จ กระทั่งจะเข้าบ้านราวเที่ยงคืน พบว่าบนสถานีรถไฟฟ้าหน้าบ้านไม่เพียงแต่เปิดไฟสว่าง ยังมีคนอออยู่บนรถไฟฟ้า และแผ่นป้ายหน้าทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้าหน้าบ้านเขียนไว้ "ความทรงจำ...ที่แสนภูมิใจ" อะไรฟระ!?!?
(บันไดลงไปยังเกาะกลางถนน)

(ทิวทัศน์จากรถไฟฟ้า ยามราตรี)
งานอะไรเนี่ยะ อย่างกะเขียนเรียงความตอนประถม เขาบอกว่าท่านผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กำลังเดินทางมาเปิดงาน ...อะไรนะ เปิดงานเที่ยงคืนกว่าๆ เนี่ยะนะ!?!? ไม่ได้ละ ขอไปดูกะตา ว่าแล้วก็เปิดบ้าน ทิ้งของกองกะพื้น รีบออกมาร่วมแจมกะเขาในฐานะสื่อมวลชนจำเป็น
(ท่านผู้ว่าฯ กล่าวเปิดงาน)
ได้ความว่า วันนี้เป็นวันที่เขาพร้อมจะทดลองเดินรถแบบมีผู้โดยสารเป็นครั้งแรก หลังจากเริ่มดำเนินการทดสอบระบบอาณัติสัญญาณและระบบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม - 12 เมษายน และเริ่มทดลองระบบการให้บริการแบบไม่มีผู้โดยสารตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 เมษายน และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะเปิดให้ใช้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่จะถึงนี้แน่นอน (ไปจนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2552 - วันแม่แห่งชาติ)
ที่สำคัญ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะได้ร่วมข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส หลังจากใช้เวลาก่อสร้าง (สถานี) มากว่า 3 ปี รวมระยะทาง 2.2 กิโลเมตร หรือสองสถานี คือ วงเวียนใหญ่ (S8) และ กรุงธนบุรี (S7)
(บนชานชลา)
หลังจากรอท่านผู้ว่าฯ เดินทางอย่างเลตเกือบตีหนึ่ง เหล่านักข่าวนอกจากจะรุมถ่ายภาพยังเสร่อสัมภาษณ์แบบไม่เกรงใจแขกคนอื่นที่มาร่วมงาน ท่านผู้ว่าฯ เองก็ดันรับมุกตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างเมามันส์ ทั้งที่ก็เหหมือนในการกล่าวรายงานเปิดงาน ที่จะมีขึ้นอย่างเป็นทางการต่อไป สร้างความหงุดหงิดและร้อน แก่ผู้ร่วมงาน
กระทั่งท่านผู้ว่าขึ้นกล่าวเปิดงาน สื่อมวลชนก็เบียดบังเพื่อถ่ายภาพ ไม่สนว่าจะบังคนที่เขาเกรงใจไปยืนถ่ายภาพด้านหลัง และหัวกระบาลผู้มาร่วมงานหรือไม่ นี่ถ้าตามไปถ่ายภาพท่านผู้ว่าฯ ขี้ได้ ก็คงไป
(สถานีวงเวียนใหญ่)
ท่านผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ บริพัตร กล่าวเปิดงานด้วยความตื้นตันแบบไม่ใช้โพย ว่าตอนหาเสียงบอกไว้ว่าจะเปิดเดินรถไฟฟ้าได้ในวันที่ 15 พฤษภาคม ตอนแรกก็มั่นใจ ใจชื้นเพราะผู้สมัครคนอื่นก็พูดว่าจะเปิดใช้ได้วันเดียวกัน แต่เมื่อมาเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องลุ้น เพราะมีปัญหาหลายอย่างให้จัดการ ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่เห็น พอมาวันนี้ก็เริ่มเบาใจว่าวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ใช้ได้แน่นอน ก็เหลือไปลุ้นอีกทีในวันที่ 15 นั่นแหละ
(รถไฟมาแล้ววว)
จากนั้นเป็นไฮไลต์ของค่ำคืน คือขึ้นไปบนชานชลาชั้น 3 รถไฟฟ้าก็ค่อยๆ ปรากฏจากความมืด จำนวน 4 ตู้ ขยายมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะอีกหนึ่งตู้ สื่อมวลชน และแขกเกรื่อพากันรุมถ่ายภาพคู่กะรถไฟฟ้า ...เอ่อ.. มันต่างจากรถไฟฟ้าปกติตรงไหนหรอจ้ะ
(วิวจากบนรถไฟฟ้า กลางแม่น้ำเจ้าพระยา)
แล้วรถไฟฟ้าก็เคลื่อนออกไป แวะพักที่สถานีกรุงธนบุรี เพื่อให้เห็นสภาพยังไม่เสร็จแป๊บนึง ก่อนจะมุ่งตรงไปข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่จุดหมายสถานีสะพานตากสิน พอมาถึงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา รถไฟฟ้าก็เริ่มชะลอ และหยุดนิ่งอยู่บนกึ่งกลางแม่น้ำ แล้วไฟก็ดับลง เพื่อให้ได้เก็บภาพบรรยายกาศกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ...แต่มืดตื๋อเลยอ่ะสิ จบข่าว!! เก็บภาพมาได้เท่าที่เห็นนั่นแหละ จากนั้นไฟจึงสว่าง และเริ่มเดินทางต่อ
เมื่อถึงสถานีสะพานตากสิน ก็ไม่เปิดให้ลง เพราะไม่รู้จะลงไปทำไม เพราะจะต้องกลับไปสู่สถานีวงเวียนใหญ่เช่นเดิม ว่าแล้วไปกี่นาที รถไฟฟ้าก็แล่นกลับไปยังจุดหมายปลาย อันเป็นสถานีต้นทางตามเดิม เลยถือโอกาสถ่ายภาพจากบนสถานี คู่กับบ้านข้าพเจ้าเป็นที่ระลึก หลังไหน เดากันนะ :)
(สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ตอนตีหนึ่ง)
ส่งท้ายงานคืนนี้ ด้วยการรับประทานข้าวต้ม แต่ผู้เขียนหนึกลับเข้าบ้านก่อน เพราะร้อนเต็มทน เข้าบ้านก็นึกเสียดาย ว่าน่าจะไปหม่ำเสียหน่อย จะได้บันทึกไว้ว่า ได้หม่ำข้าวต้มบนสถานีรถไฟฟ้าเชียวนะ
ภูมิใจจริงๆ เพราะรอมาร่วมทศวรรษแล้ว

15 April 2009

guys with iphones

This summary is not available. Please click here to view the post.

23 March 2009

Ovaltine Addict !!

ช่วงนี้กำลังเกิดอาการคลั่งนม ...นมโอวัลติน!!
ใช่แล้ว ไม่ใช่โอวัลตินแบบผง ผสมน้ำ เติมนมข้นหวาน แต่เป็นนมสดรสมอลต์ ยี่ห้อโอวัลตินนั่นแหละ ที่เขาใส่กล่อง ใส่ขวดพลาสติก และขวดกระดาษทรงเหลี่ยมนั่นแหละ ก่อนนี้ก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยจะชอบเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง ซื้อมาดื่ม ก่อนดื่มแช่เย็นแบบเย็นจัดๆ เท่านั้นแหละ ตกหลุมรักเลย ไม่รู้ทำไมอร่อยขนาดนั้น ทุกวันนี้ จะซื้อกล่องใหญ่เกือบหนึ่งลิตรแช่ตู้เย็นไว้ดื่มก่อนนอน คืนละครึ่งกล่อง ถ้าตอนเช้า ไม่มีนมแช่ในตู้เย็น ก็จะแวะซื้อโอวัลตินขวดกลาง ดื่มแบบนี้มาเป็นเดือนๆ ละ และก็ยิ่งมีแต่จะดื่มมากขึ้น เมื่อวานซืนเอง ที่ดื่มกล่องเกือบลิตรครั้งเดียว! ท่าจะเป็นเอามาก
เขาว่าในนมผสมมอลต์นี่น่ะ มีคาแฟอีนไม่แพ้ชากาแฟ ก็เห็นว่าจะจริง เพราะตอนนี้ติดใจจนแทบเหมือนเสพสารเสพติด
แต่อร่อยจัง :)

24 February 2009

8 point 88 mini


ด้วยอาชีพต้องอยู่กับตัวหนังสือ และรูปภาพทั้งวันทั้งคืน นอกจากจะต้องมีคอมพิวเตอร์ (ยุคดิจิตอลแล้วนิ) ย้งต้องขอใช้คู่มือยุคไดอะล็อก อย่างปากกา และกระดาษ ...แม้โลกจะก้าวไปไกลแค่ไหนก็ตาม เขียนบนกระดาษดีกว่า และถนัดกว่าเยอะ
ใช้ปากกามาหลากหลายแบบ ก็มาติดใจกับปากกาสีแบบนี้ เขียนง่าย หมึกไม่แตก โดยเฉพาะผมเป็นคนชอบเขียนตัวเล็ก 0.4 mm ก็เลยยิ่งถูกใจ และที่ถูกใจหนักหน่วง Stabilo มีแพ็คปากกา fineliner หลากสี (ที่เห็นเป็นแบบแพ็ค 8 สี ถ้าจำไม่ผิด มีแบบสิบ และสิบสองสีประมาณนั้น) รวมอยู่ในซองเดียวกัน แถมมีให้เลือกในขนาด 'มินิ' กว่าปากการุ่นปกติด้วย
เอาเข้าจริงก็คงใช้แค่ แดง ดำ และน้ำเงิน นั่นแหละ :)

20 February 2009

First day for Nokia 5800 XpressMusic in Thailand

บ่ายๆ นี้ เดินไปเซ็นทรัลเวิลด์ ด้วยเพราะรู้ว่า จะเป็นวันแรกจำหน่ายโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ Nokia หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมาเขย่าตลาด ซึ่งก็ท่าจะสะเทือนแรงทีเดียว ตามข่าวที่รู้ๆ กันว่า หลังจากที่เขาเปิดให้จอง Nokia 5800 XpressMusic ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็มียอดจองโทรศัพท์ระบบสัมผัสนี้ไปแล้วกว่าหมื่นเครื่อง โดยนัดให้มารับโทรศัพท์กันวันนี้ (ศุกร์ 20) ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ดังว่า

อย่างแรก ต้องมาซื้อหนังสือที่สั่งไว้ที่ Kinokuniya อย่างสองคือหม่ำข้าวมื้อบ่าย และอย่างสุดท้ายคืออยากมาดูสิว่า คนจะมารอซื้อกันขนาดไหน และจะซื้อกันยังไง

ปรากฏว่า หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ฝั่งห้างอิเซตัน คือประมาณ 1 ใน 3 ของลานหน้าห้าง ได้จัดครึ่งหนึ่งเป็นโต๊ะยาวลงทะเบียน จ่ายเงิน รับโทรศัพท์ และรับของที่ระลึก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมีคนรอต่อคิวเลื้อยไปมา กลุ่มใหญ่พอควรทีเดียว อากาศก็ใช่ว่าจะเย็นสบาย ต้องมายืนแออัดกลางแดด ...เชิญเถอะจ้ะ ...ว่ากันว่ากลุ่มแรกๆ เนี่ยะ มารอกันตั้งแต่ตีห้าเชียวนะ

ข้อดีของการเข้าคิวเป็นเจ้าของโทรศัพท์วันนี้ ก็คือจะได้มือถือไปอวดชาวบ้านชาวช่องก่อนใคร เพราะโทรศัพท์ โนเกีย 5800 XpressMusic จะเริ่มจำหน่ายในร้านค้าตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ก็คงจะให้ช่วงเสาร์-อาทิตย์ เป็นเวลาเม้าท์กันปากต่อปากให้คนที่ไม่มีได้อิจฉา ...เหอะ เหอะ ...แต่ก็นะ พอไปเห็นคิวเยอะแยะมหาศาลแล้วก็อยากเป็นเจ้าของไปด้วยเหมือนกัน


ภาพข้างบนเขาแบ่งช่องว่างให้คนเดิน เบื้องหน้าคือคิวคนรอซื้อมือถือ ข้างหลังกล้อง เป็นพื้นที่ซื้อมือถือ เขาเริ่มต้นกิจกรรมและแจกบัตรคิวกันเมื่อเวลา 15.00 น. และจุดพลุกระดาษให้ท่านทั้งหลายเข้าไปลงทะเบียนซื้อ และรับมือถือกันได้ตั้งแต่เวลา 15.30 น. จริงๆ มาตอนเย็นๆ ค่ำ สักหกโมงเย็นก็ได้ เพราะเขาก็ยังเปิดให้ 'เฉพาะ' คนที่จองมาซื้อได้อยู่ อากาศก็เย็นขึ้น (แต่ยังคงร้อน) และไม่ต้องรอคิวยาว

ขี้เกียจรอดูว่าจะแห่กันซื้ออย่างไร ก็เลยเดินกลับ ระหว่างจะเดินออกไปสกายวอล์ค ก็มองเห็นจากมุมสูง ก็เลยแอบถ่ายให้เห็นทั่วบริเวณ ...ไกลลิบๆ คือกลุ่มคิวผู้ซื้อโทรศัพท์จอสัมผัสรุ่นนี้ คาดว่าคงได้เห็นข่าวพีอาร์ กันในเร็วๆ นี้ ...นานๆ เห็นคนมารอคิวซื้อของอะไรแบบนี้บ้าง ก็ดูเหมือนเมืองนอกดีนะ


ไหนๆ ก็เขียนถึง Nokia 5800 XpressMusic มาแล้ว ก็ขอเล่าเลยละกัน ว่าเมื่อเดือนมกราคม โนเกียเชิญไปลองเล่น และสอนลูกเล่น ของมือถือตัวนี้อย่างแบบว่า เอามาเล่นคนเดียวไม่แบ่งใครเลย! (ภาพบนและล่าง) เป็นที่หมั่นไส้ของคนอื่นๆ ในงาน ...ได้เห็นเครื่องเป็นๆ ก็ต้องบอกว่า ต่างจากที่เห็นเป็นภาพบนเน็ตและบนหน้ากระดาษลิบลับ
บนเน็ต บนหน้าหนังสือนั้นดูใหญ่ๆ หนาๆ เทอะทะ ออกจะเซ็งๆ นิดๆ เลยไม่ค่อยหวังอะไรกะมันมากนัก พอมาเจอตัวจริงเสียงจริงแล้วเซอร์ไพรส์ เพราะเล็กกะทัดรัดทีเดียวเชียว แต่ก็แอบเหมือนของเล่นตามสไตล์มือถือเน้นการฟังเพลงของโนเกีย
จะบอกว่าหลายคนที่ไม่ได้จองเครื่องไว้ แต่อยากเห็นของจริงก่อน พอมาเจอตัวเป็นๆ ก็อยากเป็นเจ้าของกันแทบทั้งนั้น ก็อย่างที่บอก ขนาด น้ำหนัก (หนักน้อยกว่าไอโฟนพอดู เพราะทำจากคนละวัสดุ) ลูกเล่นเยอะ และใช้ไม่ยากตามสไตล์โนเกีย ที่สำคัญราคาย่อมเยา แถมได้เมมการ์ด 8 GB! เราเองได้ไปลองเล่นเมื่อต้นปี ได้ไปเห็นคนเข้าคิวซื้อ และได้ไปร่วมงานเปิดตัว ก็ชักอยากจะเป็นเจ้าของขึ้นมาแล้วล่ะ คนรอบข้างก็เล็งๆ กันไว้เหมือนกัน
โนเกียก็รู้ (และหวัง) ว่ามีไม้เด็ดขนาดนี้ ถ้าไม่ฮือฮาสวนกระแสเศรษฐกิจ ก็คงต้องเลิกขายมือถือไปเลยล่ะ

25 January 2009

...Happy Chinese’s New Year ...

萬事如意
wan shi ru yi
หมื่นพันเรื่องราวสมดังใจปรารถนา
心想事成
xin xiang shi cheng
เพียงใจคิดเรื่องราวต่างๆก็สำเร็จ
恭賀新禧
gong he xin xi
ให้มีความสุข
新年快樂
xin nian kuai le
ปีใหม่มีความสุข
恭喜發財
gong xi fa cai
ร่ำรวย มั่งมี
身體健康
shen ti jian kang
ร่างกายแข็งแรง
東成西就
dong cheng xi jiu
ตะวันออกสำเร็จตะวันตกลุล่วง (จะทำอะไรก็สำเร็จลุล่วง)
新正如意
xin zheng ru yi
สมดังปรารถนา
หมายเหตุ: นำมาจากใน hi5 น่ะนะ ...เฮง เฮง ครับ ทุกคน
:)

19 January 2009

กลับมาแร้ว


หลังจากที่หายไปสองปี จนลืมบล็อกที่ตัวเองเคยทำไว้ และเป็นเวอร์ชั่นเก่าเก็บ จนไม่สามารถจะล็อกอินจาก ยูสเซอร์เนม ที่เคยสมัครเอาไว้ ซึ่งก็คือยูสเซอร์เนมเดียวกับบล็อก VW
พยายามลองแล้วลองอีกก็เข้าบล็อกนี้ไม่ได้ งมอยู่นาน ก็แค่พิมพ์ชื่อบล็อก เรื่องทั้งหมดก็จบลง และได้รับการอัพเดต อัพเกรด ดังที่ได้อ่านอยู่นี้
เรื่องของเรื่อง ผมมีปัญหากับการเขียนบล็อกเรื่องทั่วไปใน spaces live หรือบล็อกจาก MSN นั่นแหละ เพราะมันเข้าถึงได้ง่ายจาก MSN ที่ใช้อยู่ เขียนบล็อก เพิ่มรูปมากมายก่ายกองก็ทำได้หมด - จนกระทั่งวันหนึ่ง MSN ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็งง ใช้ไม่เป็นใช้ไม่ถูก โดยเฉพาะเขาเอาบล็อก และเว็บอัพโหลดรูปไปเป็นส่วนหนึ่งของ live โฉมใหม่ แถมรูปและเรื่องที่อัพไป ก็ไม่เชื่อมโยงกับ MSN เหมือนเคย จากความรู้สึกที่ว่า MSN และ live นั้นใช้ง่าย เข้าถึงง่าย และดูเป็นโลกส่วนตัวของผมเอง (หมายถึงมีทุกอย่างให้ใช้ครบ เมล์ im บล็อก รูปภาพ เพื่อน ฯลฯ ที่สามารถเข้าถึงได้ในคลิ๊กเดียว และก็มีคนเข้าไปเยี่ยมชมได้ง่ายๆ เสียด้วย)
ก็เลยหาไปเรื่อยๆ หาที่เหมาะๆ ในการเขียนบล็อกที่ง่ายๆ เพราะไม่ได้อยากเอาไปแข่งขันประชันใคร และก็ยังคงแนวคิดเดิมว่า อยากเขียนอะไรก็จะเขียน ส่วนบล็อก VW ก็คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ สำหรับรูปภาพก็ยังคงอัพโหลดใน spaces live เช่นเคย รวมทั้งใน facebook และ hi5 ด้วย (แต่สองอันหลัง จะเลือกรูปลงนะ) ...อืมม ลืมไปว่า เพิ่งสมัครเว็บใน Multiply ไปเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ก็คงเก็บไว้ขำขำ เพราะท้ายที่สุดผมคงต้องเลือกสักเว็บเอาไว้เป็นเว็บประจำตัว ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงหาบ้านใหม่ แต่ก็ไม่แน่ ถ้าบ้านเก่าเวิร์คก็อาจจะกลับไปใช้บริการเหมือนเดิมนะ
ก็มาเยี่ยมกันบ้างนะ