Showing posts with label travel. Show all posts
Showing posts with label travel. Show all posts

01 December 2009

Omotesando Illumination 2009

หัวค่ำที่ผ่านมา มีพิธีเปิดไฟถนนโอโมเตซางโดะ อย่างเป็นทางการ ชื่อ Omotesando Illumination Bell Symphony ประดับไฟ LED (หลอดประหยัดไฟ) กว่า 300,000 ดวง ตั้งแต่ศาลเจ้าเมอิจิ จิงกุ ไปจนถึงถนนอาโอยามะ รวมความยาวกว่า 1 กิโลเมตร ปกติถนนแถวนั้นก็สว่าง และสวยอยู่แล้ว (เคยไปเมื่อคืนวันที่ 30 ธันวาคม แม้จะเงียบฉี่ และโอโมเตซางโดะฮิลล์จะยังไม่เปิด) ก็สว่างไสว และดูโรแมนติก ตอนนี้คงไม่ค่อยโรแมนติก เพราะคนไปเที่ยวคงมหาศาล!
ตามข่าวว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ที่ถนนสายนี้จะสว่างไสวไปด้วยไฟประดับถนน นอกจากจะมีหลอดประหยัดไฟ ก็ยังมีระฆังประดับประดา พร้อมด้วยดนตรีพิเศษสำหรับเทศกาลความสุข ที่จะเริ่มส่องสว่างตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ไปจนถึง 10 มกราคม (ก็พอดีช้อปปิ้งของเซลล์กันต่อเลย) ใครผ่านไปแถวโตเกียว อย่ามัวแต่ช้อปปิ้ง แวะไปดูเทศกาลน่ารักๆ แบบนี้กันดีกว่า
ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่นครับ ซอรี่) http://www.omotesando.or.jp/bellsymphony/
ไหนๆ ก็ไหนๆ ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่เมืองโกเบ เขาก็ได้จัดให้มีงานแสดงดวงไฟ Kobe Luminarie เป็นประจำมาจนถึงวันนี้ และถือว่าเป็นเทศกาลดวงไฟ ที่สวย และยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ปีนี้ก็เช่นกันครับ เริ่มส่องสว่างกันตั้งแต่วันที่ 3 - 14 ธันวาคมนี้เท่านั้น งานที่โกเบ จัดไม่นาน แต่เน้นๆ เต็มๆ

เว็บไซต์ที่ผมเคยเขียนถึงเทศกาลนี้ http://veraphol.spaces.live.com/blog/cns!9F19219C7E9C3CC3!2898.entry

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ http://www.kobe-luminarie.jp/


สำหรับผม งานหลัง ดูจะมีความพิเศษมากสำหรับผมที่เดียวครับ เห็นทุกครั้ง ก็ทั้งมีความสุข และเศร้าเคล้ากันไป ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ลืมภาพวันเก่า และเรื่องราวดีๆ ก็เหมือนกับแสงไฟของโกเบ อิลลูมิเนชั่น แต่ละดวงที่เปรียบเสมือนวิญญาณของผู้เสียชีวิตในแผ่นดินไหว และความทรงจำ ณ ที่แห่งนั้น

ที่จะคงอยู่ตลอดไป...

07 July 2009

Sunday Morning at BangRak

ปกติเรื่องตื่นเช้า เหมือนเป็นเส้นขนานกับชีวิต ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่อยากตื่นแต่เช้าตรู่ ยิ่้งถ้าให้ออกจากบ้านก็ยิ่งจำเป็นสุดๆ แบบว่าต้องไปทำงาน
คืนวันเสาร์ดื่มไวน์เยอะไปหน่อย แต่แปลกเพราะควรจะหลับไม่ได้สติ ทว่าหลับไปไม่ถึงชั่วโมงก็ตื่น ...แล้วก็ไม่หลับอีกเลย! "เช้าแล้วนิ" ผมบอกกับตัวเอง เพราะแดดเริ่มส่อง เอางัยดีกับชีวิต กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงไม่หลับเสียที ก็อย่ากระนั้นเลย ทำไมไม่หาอะไรดีๆ ทำดูบ้าง อะไรบ้าง - ว่าแล้วก็นึกอะไรออกอย่างหนึ่ง ...ใช่แล้วล่ะ ออกไปซื้อกระเพาะปลาบางรักท่าจะดี
ที่คิดแบบนั้นเพราะอย่างที่ทราบว่าหน้าบ้านก็คือสถานีรถไฟฟ้า สถานีที่สามก็เป็นสถานีสะพานตากสิน ซึ่งก็คือ บางรัก ...แน่นอน ตอนนี้อยู่ในระหว่างทดลองใช้บริการ สามสถานีนี้ก็เลยขึ้นลงฟรี จนถึงวันที่ 12 สิงหาคมนี้
ตื่นเช้าคงมีอะไรดีๆ อย่างที่เราไม่เคยได้เจอมาก่อนก็ได้มั้ง (เอ๊ะ ความจริงยังไม่หลับต่างหากนิ!)
สัมผัสแรกที่ปะทะความรู้สึกคือแสงแดดอ่อนๆ ย้อนกลับไปที่จะต้องตื่นเช้าเป็นประจำคือตอนไปโรงเรียน พอขึ้นมหาวิทยาลัย ก็จะต้องตื่นเช้าๆ แค่ปีแรกๆ พอทำงาน ก็ลืมไปเลยว่าตื่นเช้าเป็นอย่างไร
เดินขึ้นบนสถานีรถไฟฟ้าอย่างเรื่อยเปื่อย อาทิตย์เช้าดูไม่ต้องรีบเร่ง เป็นอย่างต่อมาที่รู้สึกได้ว่า ลืมเวลาเรื่อยเปื่อยนี่ไปนานแค่ไหน ...ก็คงตั้งแต่เริ่มทำงานมั้ง อย่างว่า สังคมเมืองก็ทำให้เราต้องเร่งชีวิตตามเข็มนาฬิกาเมือง
ขึ้นไปบนชานชลา ระหว่างรอรถไฟฟ้า ก็แอบสังเกตุถนนที่ปกติออกจากบ้านที่ไร ก็ต้องมีแต่รถ ติดยาวเหยียด และแดดร้อนอบอ้าว จะเห็นภาพถนนโล่งๆ ยามสาย บ่าย เย็น ก็ต้องเป็นช่วงวันหยุดยาวๆ เท่านั้นแหละ
บนรถไฟฟ้า ก็แทบจะไม่มีผู้คน ผมไม่รู้หรอกว่า คนที่อยู่บนรถไฟฟ้ายามนี้ เขาต้องทำอะไรบ้าง เขากำลังคิดอะไร และกำลังจะไปไหน รู้แค่ว่า ตอนนี้ตัวเองไม่ต้องรีบเร่ง ไปต้องวุ่นวาย ไม่ต้องลืมโน่นนี่ จึงมีเวลามองโน่นนี่ได้อย่างละเอียดขึ้น มีเวลาให้กับตัวเอง หยิบไอพ๊อดขึ้นมาฟัง เปิดเพลงเบาๆ ก็ให้รู้สึกเพลิดเพลิน ทั้งที่มันก็แค่นั่นรถไฟฟ้า

ถึงสถานีสะพานตากสิน แม่ค้าแม่ขาย กำลังกุลีกุจอตระเตรียมร้านรวง เหมือนจะรีบ แต่ก็ดูไม่ซีเรียส บางก็นั่งพัก ทอดสายตาอย่างอารมณ์ดี ก็เลยไปซื้อขาเย็นกับแม่ค้าติดบันไดรถไฟฟ้าเป็นประเดิม

ถ้าเป็นวันปกติ เวลา 7.33 น. เหมือนเช่นภาพบน ก็คงคึกคักน่าดู เพราะอย่างที่รู้ บางรักก็เป็นหนึ่งในย่านค้าขายที่จอแจวุ่นวาย ถนนก็แคบ ทางเท้าก็เล็ก มีทั้งตลาด มีทั้งป้ายรถเมล์ มีทั้งท่าเรือ น่าเวียนหัวดี
ปกติผมก็ชอบอะไรที่จอแจ (บ้าง) แต่ไม่วุ่นวาย เหมือนเวลาเดินห้างแล้วคนเยอะเป็นหนอน แถมมีเสียงอะไรต่อมิอะไร อย่าง เสียงเพลงเสียงโทรโข่งแต่ละร้าน เสียงคน เสียงจากลำโพงในห้าง แบบนี้สิวุ่นวายอย่างที่ทำให้อารมณ์เสีย แต่อย่างวุ่นวายแบบตลาด กลับรู้สึกชอบ
เช้านี้ร้านรวงยังปิด และปิดเกือบหมดทุกร้านในย่านนี้ ก็เลยรู้สึกแปลกๆ เพราะอย่างที่บอก แทบไม่เคยเห็นเลย


ถนนก็โล่ง สบายใจ...


ปกติก็เห็นผักผลไม้แบบนี้ประจำ แต่ตอนเช้าๆ ได้เห็นอะไรสีสดๆ แบบนี้ก็ดูไม่เลว


ถ้าไม่รีบมาก และได้ไปบางรัก ก็มักแวะซื้อขนมหวานที่มีอยู่สองร้าน ร้านหนึ่งอยู่ซอย อีกร้านก็ดังรูป ส่วนใหญ่จะซื้ออีกร้านนึงมากกว่า เพราะขายในบ้านเก่าๆ ดูขลัง ก็เลยเลือกเอาความขลังไว้ก่อน :-)

มาถึงซอยที่ขายกระเพาะปลาแล้วครับ ซอยนี้อยู่ตรงข้ามตึกสเตรท ทาวเวอร์ ที่ตั้งของโรงแรมเลอบัว และภัตตาคารซิร๊อคโค่ บนดาดฟ้า ร้านกระเพาะปลา เป็นห้องแถวห้องเดียว ขายกระเพาะปลาที่มีสาขาออริจินัลอยู่ที่แถวศาลเจ้าพ่อเสือ แม่บอกว่า ที่นี่ก็จะไปเอากระเพาะปลาจากร้านออริจินัลมาขายที่นี่ ก็คือไม่ได้ปรุงกันที่บางรัก มีหน้าที่ตักใส่ชาม ใส่ถุงขายอย่างเดียว ลูกค้าก็เยอะแยะ เคยมาซื้อกับแม่ครั้งสองครั้ง โหย คิวยาวน่าดู ขายแป๊บเดียวก็หมด
ทว่า วันนี้มาเช้าเกิน มีแต่ร้านเปิดไว้โล้นๆ ไม่มีคน ไม่มีกระเพาะปลา ...อ้าว.... เซ็ง!!

เฮ้อ มาเช้าไปหรือนี่! ได้เราก็นึกว่าเวลานี้เวลาเด็ด อาจจะเป็นคิวแรก ที่ไหนได้ เป็นคิวที่ศูนย์ คืออดแดก -
พี่พลอย จริยะเวช ส่งข้อความมาในเฟสบุ๊ค ว่าอยากทานบ้าง ก็เลยตอบไปว่ามาเช้าเกินไม่มีอะไรขาย พี่ท่านก็ตอบกลับมาว่า งั้นอย่าลืมขนมที่ร้านปั้นลี่ ก็บอกท่านพี่กลับไปว่า ไม่มีอะไรขายน่ะ ไม่ใช่แค่กระเพาะปลา แต่ไม่มีอะไรใดๆ รวมทั้งปั้นลี่ร้านโปรด ที่แต่ก่อนใครผ่านมาแถวนี้ก็มักแวะซื้อคุ๊กกี้เม็ดมะม่วงหิมพานต์มาฝาก (แต่หลังๆ นี้ผมว่ามันไม่ค่อยอร่อย ชิ้นเล็กลง และเม็ดมะม่วงก็น้อยลง ซึ่งก็ผ่านมาหลายปีละ ไม่รู้เดี๋ยวนี้จะเป็นยังไง)
แต่ก็ไม่ไร้ซึ่งอะไรใดๆ ติดมือกลับบ้าน เพราะยังเหลือโจ๊กบางรัก หรือโจ๊ก (โรงหนัง) ปริ๊นซ์ ขายมาตั้งแต่เช้า ผมไม่ค่อยรู้จักโจ๊กร้านนี้หรอก เพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยชอบโจ๊กใสๆ ชอบโจ๊กข้นๆ แบบโจ๊กตลาดน้อย หรือโจ๊กพาหุรัด แต่ที่นี่แม้โจ๊กจะใส
แต่เขาดังเรื่องหมูสับก้อนชิ้นใหญ่ยักษ์ ที่เอามาหันแบ่งย่อยๆ ได้ 4-5 ชิ้นขนาดปกติที่ร้านโจ๊กอื่นๆ ขายกัน มองดูออฟชั่นจากทางร้าน ผมว่าใส่ตับก็เข้าท่า เพราะดูน่าทานดี แต่บังเอิญผมไม่ทานตับ ก็ผ่านไป
คุณพี่คนขายแต่งตัวแต่งหน้าสีจัดจ้าน อย่างที่บอกตอนดูผักผลไม้ ว่าได้เห็นอะไร สีสดๆ ยามเช้าแบบนี้ก็ดูสบายใจดี คุณพี่ดูเหมือนจะต้องเสียงดัง โวยวาย อารมณ์ร้าย ตามเสื้อผ้าหน้าผม ที่มักคุ้นกันในละครหลังข่าว เรียกว่าตรงตามสูตรตัวร้ายเลยล่ะ จริงๆ กลับยิ้มแย้ม ร่าเริง อารมณ์ดี แม้คนเข้าคิวรอจะเยอะและวุ่นวาย ...เช้านี้มีแต่เรื่องดีๆ เฮะ
ได้โจ๊กใส่ไข่มาสามถุง รสชาติไม่เลวร้าย หมูสับก้อนชิ้นยักษ์ แต่แนะนำให้เอากลับมาอุ่นที่บ้านครับ จะได้ร้อนๆ ทั้งโจ๊กและเนื้อหมู (ร้อนไปถึงข้างในก้อนหมู เนื่องจากหมูสับชิ้นใหญ่ ข้างในเลยไม่ค่อยร้อน แต่ก็สุก) กดภาพถ่ายสุดท้ายก่อนกลับบ้าน จากบนชานชลารถไฟฟ้า สถานีสะพานตากสิน รถก็ยังโล่งเช่นเคย
เป็นความสงบ และได้ใช้ชีวิตกับตัวเองจริงๆ อีกครั้ง

25 May 2009

อาหารบนเครื่องบิน

ถึงเวลาหม่ำกันละ เริ่มต้นด้วยการหม่ำบนเครื่องบิน คราวนี้นั่งชั้นบิซิเนส ของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก เครื่องเก่าได้ใจ เบาะนั่งไม่ต่างจากบิซิเนส การบินไทย รุ่นเก่าเช่นกัน ขาไปฮ่องกง คือมื้อเช้า อาหารก็เลยเช้าไปด้วย ดังรูปบน ประกอบไปด้วย ผลไม้ โยเกิร์ต ขนมปัง (เลือกครัวซองต์) และเมนครอส ที่เลือกไว้เป็นอาหารที่เชฟแนะนำ คือปลาเปรี้ยวหวาน (ที่ออกหวานจัด) ข้าวสวย และผักต่างๆ ก็ไม่เลว แต่ก็ไม่เลิศ
ความต่างกันอีกอย่างของอาหารบิซิเนสคาเธ่ย์ และการบินไทยคือ เวลาเสริฟ์เมนครอส ของการบินไทย จะนำรายการอาหารมาให้เลือกว่าจะเอาอะไรดี ตอนเสิร์ฟ ก็จะประเคนมาให้ตามที่ขอ ซึ่งก็จะไม่รู้ว่าที่เหลือน่าตาน่ากินอย่างไร แต่คาเธ่ย์ จะเอาเมนูมาให้อ่านเฉยๆ ถึงเวลาก็จะเข็นรถ พร้อมอาหารทุกรายการมาทั้งเซ็ต เลือกตามสะดวกว่าอยากทานอะไร ซึ่งก็ดี เพราะได้เห็นจะจะ ว่าอะไรน่าหม่ำ แต่ที่ไม่ดีก็คือเหล่าแอร์ฯ มาพร้อมหน้ากากกันเชื้อโรคน่ะสิ แล้วไอ้อาหารที่วางหลาบนรถเข็นละ ...ก็ตัวใครตัวมัน
มื้อกลับกรุงเทพ ที่นั่งก็เก่าเยินอีกเช่นกัน อาหารเป็นอาหารค่ำ เพราะเครื่องออกตอนสี่ทุ่ม ก็มีสลัดผัก ขนมปัง (เลือกขนมปังกระเทียม) และเมนครอส ก็เลือกอาหารเชฟแนะนำอีกเช่นเคย คราวนี้มาเป็นอกไก่อบชิ้นโต ผัก และมันฝรั่งที่หน้าตาดูคล้ายข้าว อกไก่เนื้อนุ่มมากมาย เข้ากับน้ำซอสที่อยู่ข้างใต้ ที่ชอบคือหนังไก่บางและนุ่มเหนียว อร่อยอย่างแรง ตบท้ายด้วยไอศกรีม ฮาเก้นดาสท์

ยัมมี่!!

23 May 2009

ไข้หวัดหมูในมนุษย์ (Human Swine Influenza)


เก็บตกจากทริปฮ่องกง ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอเอกสารนี้ ร่วมกับอีกหลายๆ ภาษา ฯ ที่สาธารณะกลางใจฮ่องกง แสดงให้เห็นว่าทางรัฐบาลฮ่องกงเอาจริงเอาจังกับโรคร้ายนี้ คงเพราะครั้งหนึ่งฮ่องกง เผชิญกับโรคซาร์ส และไข้หวัดนก จนทั้งเมืองแทบจะร้าง คราวนี้ก็ขอให้ไม่พลาดซ้ำสอง สาม สี่ ...
ที่ฮ่องกงพบเห็นคนสวมหน้ากากได้ทั่วไป อาจะไม่มาก แต่ก็เจอเรื่อยๆ ยิ่งสนามบิน และบนเครื่องบินก็สวมกันทั่วหน้า จนวิตกไปด้วยคน ส่วนบ้านเราก็... เอ่อ... จะบอกอย่างไรดี ที่ญี่ปุ่น เพียงวันแรกที่พบผู้ป่วยไข้หวัดหมูในโกเบ หลังวันที่ 2 พฤษภาคม ที่มีการแข่งวอลเลย์บอลระดับไฮสกูล จนวันนี้พบผู้ติดเชื้อแล้วถึง 279 (ตัวเลขเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม) ทั่วภูมิภาคคันไซ โดยมีศูนย์กลางที่โกเบ รวมทั้งโอซาก้า ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูรายแรกในโตเกียวเมื่อวานซีน
...ซึ่งก็คือมันระบาดไวมาก และที่ทราบจากข่าวก็คือ ระยะฟักตัวของเชื้อนี้คือประมาณหนึ่งอาทิตย์ ฉะนั้นเราจะไม่ทราบว่าติดเชื้อในระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งก็แพร่เชื้อไปไหนต่อไหน อย่างที่เกิดที่ญี่ปุ่นเวลานี้

เห็นว่าเอกสารที่เก็บมาจาก Centre for Helth Protection (http://www.chp.gov.hk/) ของทางการฮ่องกง เป็นประโยชน์ต่อชาวไทย จึงขออนุญาติลอกมาให้อ่านกัน
ไข้หวัดหมูในมนุษย์
ภูมิหลัง
มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูสายพันธุ์ A/H1N1 (ไข้หวัดหมู) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศเม็กซิโก และประเทศต่างๆ จำนวนมาก ไว้รัสไข้หวัดใหญ่หมูนี้ แต่เดิมเป็นที่ทราบกันดีว่า แพร่ระบาดในหมูและมีการแพร่เชื้อไปสู่มนุษย์บ้าง แต่ในเวลานี้เกิดการแพร่ระบาดไวรัสไข้หวัดหมูไปทั่วโลก และเป็นการแพร่เชื้อจากมนุษย์ไปสู่มนุษย์ด้วยกันเอง
ลักษณะอาการ
อาการของไข้หวัดหมูในมนุษย์นั้นมักจะคล้ายกับอาการไข้หวัดใหญ่ธรรมดาในมนุษย์ที่ติดเชื้อตามฤดูกาล ซึ่งได้แก่ มีไข้ เซื่องซึม ไม่อยากอาหาร และไอ บางคนที่ติดเชื้อไข้หวัดหมูอาจมีอาการน้ำมูกไหล เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงร่วมด้วย
วิธีการติดต่อ
การติดเชื้อไข้หวัดหมูในมนุษย์สู่มนุษย์คาดว่าเกิดขึ้นในทำนองเดียวกับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ที่แพร่ระบาดในหมู่ผู้คน นั่นคือ โดยหลักๆ แล้วเกิดจากการไอหรือจาม นอกจากนี้ผู้คนอาจได้รับเชื้อจากการสัมผัสวัตถุที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดปนเปื้อนอยู่ และจากนั้นไปสัมผัสกับจมูกปากของตน
ไม่มีรายงานว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดหมูสู่คนผ่านการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อหมู หรือผลิตภัณฑ์จากหมูที่มีการจัดการและการปรุงสุกอย่างเหมาะสม การปรุงเนื้อหมูให้สุกภายในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส (160 องศาฟาเรนไฮน์) ทำให้เชื้อไว้รัวไข้หวัดหมูตาย
การควบคุม
ผู้ที่เริ่มมีอาการไข้หวัดใหญ่ ควรสวมผ้าปิดปากและพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ผู้ที่ไปยังสถานที่ที่มีการติดเชื้อ หรือได้คลุกคลีกับผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงสถานที่ที่เคยเดินทางไป และประวัติการสัมผัสเชื้อ
ยาต้านไวรัสสามารถลดความรุนแรง และระยะเวลาของการเจ็บป่วยลงได้ แต่ต้องใช้ตามใบสั่งแพทย์ 'จะต้องไม่ซื้อยามาใช้เองโดยเด็ดขาด'

การป้องกัน
เนื่องจากไวรัสไช้หวัดหมูสายพันธุ์ H1N1 แตกต่างไปจากไวรัส H1N1 ในมนุษย์อย่างมาก วัคซีนสำหรับรักษาไข้หวัดธรรมดาในมนุษย์จึงไม่ให้การป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์ H1N1 แต่อย่างใด
ประชาชนควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันล่วงหน้าต่อไปนี้:
  • รักษาความสะอาดมือ และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ การใช้น้ำยาเช็ดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ก็ได้ผลเช่นกัน

ในยามที่มือปนเปื้อนกับสิ่งสกปรกที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ควรจะ

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสปาก จมูก หรือตา
  • ล้างมือด้วยสบู่เหลวโดยทันทีหากมือปนเปื้อนสารคิดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เช่นหลังจากจามหรือไอ
  • ปิดจมูกหรือปากเมื่อจามหรือไอ
  • ไม่ถมน้ำลาย และใช้กระดาษทิชชู่ปิดจมูกและปากก่อนบ้วนน้ำลาย และทิ้งกระดาษทิชชู่ลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด
  • สวมผ้าปิดปากเมื่อมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือเริ่มมีไข้ แล้วไปพบแพทย์โดยทันที
  • ไม่ไปทำงาน หรือโรงเรียน หากคุณมีอาการคล้ายไข้หวัด

หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่ที่มีการติดเชื้อ ยกเว้นถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรจะ

  • ในระหว่างการเดินทาง - สวมผ้าปิดปาก และไม่สัมผัสกับผู้ป่วย
  • หลังจากกลับมาจากการเดินทาง - ใส่ในใจสุขภาพของตนเองอย่างใกล้ชิด และสวมผ้าปิดปากเป็นเวลา 7 วัน และรีบปรึกษาแพทย์ในคลีนิคหรือโรงพยาบบาลของรัฐโดยทันที หากมีอาการคล้ายไข้หวัดปรากฏ

(ข้อมูลวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552)

ติดตามสถานการณ์ข่าวคืบหน้าของไข้หวัดหมูของกระทรวงสาธารณสุข ได้ที่ http://beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=419303&Itemid=199

03 May 2009

Behind the Scene "Honda Music Fest @ Hua Hin 2009"

เบื้องหน้า

ไปหัวหินเที่ยวนี้แบบไม่เตรียมตัวใดๆ แค่มีคนชวนไป Honda Music Fest @ Hua Hin ก็ตกลงไป เพราะทุกครั้งไปหัวหินก็ชิวๆ ยังไงก็มีที่พักเกร๋ๆ และก็เลิฟหัวหินเป็นมากมาย
เดินทางตอนสาย ไปถึงหัวหินรถติดแสนติด ก่อนถึงวังไกลกังวลยาวไปถึงเขาตะเกียบ แถมที่พักราคาถูกเต็มหมด ยาวไปถึงชะอำ!!! ก็ช่างมัน เอาไว้คิดกันทีหลัง ว่ากันเรื่องทีหน้าดีกว่า ต้องไปร่วมงาน ที่เขาว่าปีที่แล้วเกร๋มาก ไปถึงซอยเขาตะเกียบ รถติดแสนติด ก็เลยต้องทิ้งรถไว้ข้างทาง เดินไปถึงหาดราว 40 นาที!! ก็ได้พบกับภาพที่เห็น คือคนแน่นมาก แม้จะมีคนทยอยออกเยอะมากเช่นกัน คนไปสัก 90% มีแต่เด็กแนว และผู้ใหญ่แนวๆ แน่ขนัดเต็มหาด
ไปถึงราวเที่ยงคืน พบว่าน้ำทะเลกำลังขึ้น จากเวทีบนหาด เริ่มกลายเป็นเวทีกลางน้ำ ก็มิได้หวาดหวั่น ผู้คนก็ยังเต้น เล่น กันในทะเลที่กำลังขึ้น อันนี้น่ากลัวมาก เพราะคนเริ่มเมา ให้ไปเต้นรำกันในน้ำ คิดได้งัย แม้จะไม่ลึกมาก แค่เข่า แค่อก แต่คนเมาก็ไม่มีความสามรถพอที่จะช่วยตัวเองได้ ไม่ทันขาดคำ ก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยกันหามผู้บาดเจ็บขึ้นมาจากน้ำ ทราบว่าเมาแล้วหลับ จึงจมน้ำ มิรู้เป็นตายร้ายดี แต่ดนตรีก็ยังสนุกต่อไป!!
เบื้องหลัง
ไม่ได้คิดจะมองโลกในแง่ร้าย แต่เห็นกับตา แล้วก็ปลง ว่าขยะเกลื่อนเต็มหาด ยิ่งน้ำขึ้น น้ำทะเลก็พัดพาเอาขยะทั้งหมดมากองรวมกันบนหาด ที่เหลือก็ลอยเคว้งในน้ำที่เหล่าผู้รักในเสียงเพลงกำลังเต้นรำอย่างเพลิดเพลิน

ถ้าได้สติ จะรู้กันมั้ยนะว่า นอนกลิ้ง วิ่งเล่นกันในน้ำ ท่ามกลางกองขยะที่พวกคุณๆ ทำขึ้นมาเอง
สรุปก็คือ ไม่ใช่แนวดนตรีที่ชอบเลยสักนิด แร๊กเก้ บอซซ่า แบบโจ๊ะๆ ตามสไตล์เด็กและผู้ใหญ่แนว กะว่าจะไปนั่งดื่มกินชิวๆ ก็เจอผู้คนที่ว่ากันว่า ปีที่แล้วมากัน 100000 ปีนี้มา 250000 คน ล้นทะลักเกินจริงอย่างยิ่ง อดรนทนรอได้ไม่นานก็โบกมือลาดีกว่า กลับแบบไม่มีที่พักแถมเซ็งกับงานคราวนี้ เลยขออึดฮึดกลับกรุงเทพทันที!!
ก่อนกลับมีส้ม อมรา ขึ้นแสดงสไตล์สาวซ่าแบบงงๆ แว่วว่าปิดท้ายด้วย โจอี้ บอย ก็ยิ่งไม่ใช่แนวเราอย่างแรง จะว่าไปงานนี้ก็ดีกับการท่องเที่ยว แต่เกินกว่าจะรองรับแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ อย่างน้อย ก็ต้องไม่ให้เต้นรำในน้ำ และขยะต้องไม่มากมายมหาศาลเช่นนี้ ตลกกว่านั้นคือความไร้ระเบียบ ปล่อยให้รถน้ำแข็งของร้านค้าในงานมาจอดรถปิดทางเข้าออกซะงั้น ถ้าเกิดเรื่องเกิดราวอะไรไม่คาดคิด ก็ไม่อยากคิดว่าจะมีอะไรต่อไป
ชีวิตราคาแสนถูกจริงๆ
ปล. ไม่ได้คิดจะจับผิด แต่อยากให้ช่วยกันปรับปรุงดูแลสถานที่ท่องเที่ยวของพวกเราๆ ไม่ใช่แค่เที่ยวและเมาไปวันๆ หรือแค่ต้องการให้คนมากันเยอะๆ
หมายเหตุ... เอมี่ ไวน์เฮ้าส์ ก็มา แต่ออกจะเพี้ยนกว่าตัวจริง คิกคิก

19 April 2009

โอซาก้า ภาษาไทย


ประเทศไทย ติดอันดับท๊อป 5 ของประเทศปลายทางการท่องเที่ยวของชาวญี่ปุ่น (แต่ปีนี้คงร่วงหล่นหายไป เพราะอะไรรู้ๆ กันนะ) ขณะเดียวกัน ชาวไทย ก็เดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้นภาษาไทย หรือคู่มือท่องเที่ยวไทย จึงมีความสำคัญในญี่ปุ่น ยกตัวอย่างโปรแกรมแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอื่นของ Nintendo DS ก็มีเวอร์ชั่นภาษาไทย เป็นหนึ่งใน 5 ภาษาที่เขาเลือกแปล

ที่บอกมาทั้งหมด มิใช่อะไรหรอกนะ เพราะตอนนี้ การท่องเที่ยวโอซาก้า เมืองท่าการค้า และเมืองใหญ่อันดับสองรองจากโตเกียว (เหมือนเชียงใหม่) เขาเปิดตัวเว็บไซต์ท่องเที่ยวโอซาก้าฉบับภาษาไทยเรียบร้อย http://www.osaka-info.jp/th/ ก่อนนี้ที่โอซาก้า คันไซ หรือเขตอื่นๆ ในญี่ปุ่น มักจะไม่ค่อยมีข้อมูลสนุกๆ ภาษาไทยมาให้ชาวไทยที่กำลังจะเดินทางได้เข้าใจกัน (เพราะส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่่น) จะมีมากมายก็แต่โตเกียวเมืองเดียว คราวนี้จึงไม่น้อยหน้าโตเกียวละ

ภายในเว็บไซต์มีข้อมูลพื้นฐานของโอซาก้า รวมทั้งแนะนำที่กิน ที่เที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง ที่ต้องไปชม เทศกาลสำคัญตลอดปี มีให้ดาวน์โหลดไกด์บุ๊คด้วย

ที่เก๋ไก๋ของเว็บไซด์ เขามีทางลัดให้เลือก สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งจะเคยมาเที่ยว ผู้ที่มาแล้วมาอีก และผู้มากันเป็นครอบครัว แต่ถ้าเป็นผู้ที่มาจนเซ็ง ก็แนะนำให้ดูเหมือนกัน เพราะมีหลายที่หลายแหล่ง ที่คุณมือโปรอาจต้องเกาหัวว่าพลาดไปได้อย่างไรเช่นกัน ขาดก็แต่ข่าวอัพเดต เหตุการณ์ แหล่งกิน เที่ยว ช้อป หรือของเก๋ๆ ในโอซาก้าน่ะสิ คงต้องตามดูจากเว็บการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเวอร์ชั่นไทย http://www.yokosojapan.org/
ไหนๆ ก็เขียนถึงโอซาก้าแล้ว มีข่าวตื่นเต้นคือ Universal Studio Japan เขาร่วมฉลองเทศกาลสงกรานต์เอาใจคนไทย โดยจะมอบเข็มกลัดสนู๊ปปี้ เพียงนำคูปองที่ได้รับจากบริษัททัวร์ในไทย หรือองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ไปยี่นรับเข็มกลัดพิเศษนี้ ที่จะมอบให้ตั้งแต่วันที่ 6 - 26 เมษายนนี้เท่านั้น
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.yokosojapan.org/event/mar09-05.html และเว็บไซต์ USJ http://www.usj.in.th/

18 April 2009

京都の春 花見

(วิหารหลักของศาลเจ้าคิโยมิซุ 清水寺)
หนีเรื่องเครียดๆ เซ็งๆ ของชีวิต สังคม และการบ้านการเมือง ด้วยการไปชมซากุระดีกว่าครับ
ทราบกันดีว่าดอกซากุระในญี่ปุ่น มีชื่อเสียงที่สุดในโลก (แหงล่ะ) เพราะนอกจากจะเป็นดอกไม้ประจำชาติ หากในช่วงต้นเดือนเมษายนเรื่อยไปตลอดทั้งเดือน ดอกซากุระจะเริ่มผลิบานไปทั่วประเทศญี่ปุ่น เมื่อตัดกับสีทึมทมึนของปากเขา รวมทั้งวัดวาอาราม และบ้าเรือนสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ก็ยิ่งดูขลัง นี่ยังไม่รวมถึงทุ่งดอกซากุระผลิบาน และเหล่าชาวญี่ปุ่นไปสังสรรค์ชมความงามของดอกซากุระ
(4ภาพบน: ศาลเจ้าชิอองอิง 知恩院)
(ซากุระในสวนมารุยามะ 円山公園)
ภาพทั้งหมดนี้ ไปขโมยจากคนญี่ปุ่นที่ใกล้ชิด (คิก คิก) ที่มีทริปชมซากุระเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง ที่กรุงเกียวโต บรรยายในบล็อกของเขาว่าวันที่ไป พยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีเมฆมาก แต่ไหงสว่างจ้าขนาดนี้ล่ะ สรุปว่าบ้านเรากับบ้านเขา พยากรณ์ได้เพี้ยนไม่แพ้กัน
(เจดีย์ภายในศาลเจ้าคิโยมิซุ)
(เฮอันจิงกุ 平安神宮)
ปิดท้ายหวานแหวว ด้วยภาพเจ้าบ่าวและเจ้าสาวภายในศาลเจ้าเฮอัน หรือ Peaceful Shrine (สมชื่อ!) สีแดงของศาลเจ้า และชุดเจ้าสาว บนลานกว้าง และต้นซากุระสีชมพูอ่อน โรแมนติกสุดๆ ถ้าได้จับมือคนรักเดินชมสวนบ้างมีหวังต้องขอหนึ่งคิส :-)

15 April 2009

Pavilion Kuala Lumpur

สังเกตมั้ยครับว่า ผมไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย หลายครั้งในรอบหลายปี แต่แทบไม่มีรูปหรือเรื่องเอาลงทั้งในบล็อกเก่า หรือบล็อกใหม่นี้ เหตุผลง่ายๆ จริงๆ เลยก็คือผมไม่เลิฟประเทศนี้สักเท่าไหร่ ไม่ใช่อะไรหรอก แค่ว่าทั้งอากาศ ทั้งบ้านเมือง ละม้ายคล้ายกรุงเทพ และเทียบกันแล้ว ผมว่ากรุงเทพยังมีอะไรน่าสนุกกว่าอีก
แต่คราวนี้ต่างจากเดิมหน่อยครับ เพราะคราวนี้ได้ไปทำความรู้จักช้อปปิ้งมอลล์แห่งล่าสุดของกัลลาลัมเปอร์ที่ชื่อ Pavilion ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกิน เพราะผมออกมาจากโรงแรมที่พัก (Ritz Carlton) ข้ามถนนมาก็จะเจอด้านข้างของพาวิเลี่ยน ขนาดกับถนนเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่ง ที่เด่นสะดุดตาเหลือเกินตรงที่มีทางเท้ากว้างและโล่งโปร่งมาก ลองมีพื้นที่กว้างแบบนี้ ไม่แม่ค้าพ่อค้าวางแผงขายของ ก็ต้องเอาไปจัดกิจกรรมแบบลานเพลินหลายแห่งในบ้านเรา


ที่ประทับใจอีกอย่างหนึ่งก็แน่นอนล่ะ เห็นบูติกแบรนด์เนม เรียงรายตลอดความยามของถนนสายนี้ บูติกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ พาวิเลี่ยน ที่ว่าบูติกแบรนด์เนมเรียงรายนั้นยังไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจของบูติกเหล่านี้ก็คือขนาดของบูติก ที่แต่ละแห่งใหญ่ยักษ์ เรียกได้ว่าหลายๆ แห่งอาจจะเป็นบูติกที่ใหญ่ที่สุดกว่าอีกหลายประเทศในแถบนี้ เข้าไปดูข้อมูล พาวิเลี่ยน จึงทราบว่า ที่นี่มีบูติกระดับ Flagship Store ถึง 14 แบรนด์ อาทิ Gucci, Prada, Hermes, Versace, Ferragamo, Montblanc, Chopard, Coach, Berberry, Hugo Boss, Canali, Juicy Couture เป็นต้น

เห็นดังนั้นแล้ว แน่นอนจึงอดใจไม่ได้ที่จะต้องพุ่งเข้าไปชมความอลังการของมอลล์นี้ ตามข้อมูลในวิกิพีเดีย เปิดเมื่อ 20 กันยายน 2007 นอกจากจะมีร้านรวงมากมาย ภายในพาวิเลี่ยน ยังประกอบด้วย อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และโรงแรม คล้ายๆ กับเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งบนพื้นที่ที่เคยเป็นโรงเรียนสตรี พื้นที่มอลล์ มี 7 ชั้น รวมเนื้อที่ 130000 ตารางเมตร ร้านรวงกว่า 450 ร้าน มิน่าล่ะเดินเมื่อยเลย!
ทางเข้าด้านข้างดูงาม (ภาพบน) และโมเดิร์นได้โล่ แน่ล่ะ รายล้อมด้วยแบรนด์เนมขนาดนั้นนะ ถ่ายภาพออกมาอาจจะไม่อลังการเท่าที่เห็นด้วยตานะ

เดินเข้ามาข้างในก็รู้สึกอึ้งเล็กน้อย เพราะไหง ไม่เห็นจะเดิร์นอย่างที่เห็นด้านหน้า แม้จะใหญ่โตมโหราฬ แต่มันก็ยังดูไม่ยิ่งใหญ่ หรืองามไปทั้งหมด หรือจะเป็นเพราะเห็นแฟลกชิฟด้านหน้าแล้วหวังมากไปมั้ง
ยิ่งมาดูโถงขนาดใหญ่ตรงกลาง ก็สะดุดตากับซากุระเทียมที่เขาเอามาประดับมากมายก่ายกอง ที่ดูยังไงก็ไม่เห็นว่ามันจะงามตรงไหน ถ้าจำไม่ผิด เขาแต่งซากุระรับเทศกาลตรุษจีน แต่ไม่รู้ล่ะ ไม่ชอบ แถมยังทำให้ พาวิเลี่ยน เสร่อ! หนัก
จะให้อภัยก็ตรงที่ร้างรวงนั้นเก๋ไก๋หลายร้าน ออกแบบผังร้านงงนิดหน่อย แต่ก็เก๋ล่ะวะ ใต้ดินมีซุเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เดินเพลินเชียวล่ะ เพราะขนาดตอนเดินเข้าพาวิเลี่ยนไม่นาน ฝนก็ตกมาโครมใหญ่และนานเป็นชั่วโมง จนเกือบกลับโรงแรมเตรียมตัวไปดินเนอร์ไม่ทัน แต่ก็ยังเดินพาวิเลี่ยนได้ไม่ทั่ว (ท้อ)
ภาพบน คือทางเข้าหลักของมอลล์ ซึ่งอลังการด้วยขนาดของกำแพงกระจกสูง แต่เดินออกไปข้างนอกแล้ว พื้นที่รอบๆ ไม่สวยเลย เอาเป็นว่า เป็นอีกหนึ่งมอลล์ที่ชอบใจ โดยเฉพาะฝั่งที่เป็นแฟลกชิพ สโตร์น่ะสวยมาก อยากรู้อะไรเพิ่มเติมขอให้เข้าไปดูเองในเว็บไซต์ของเขา เพราะไม่รู้เรื่องแม้กระทั่งชื่อถนนหน้ามอลล์ หรือชื่อเรียกของย่านนั้น
เว็บไซต์จ้า http://www.pavilion-kl.com/content/index.php

05 April 2009

Mandalay @ Chiang Mai


หลายคนใคร่รู้ว่า ไปเชียงใหม่ ไปมันดาเลย์ทำไม มันดาเลย์อยู่พม่านิ มีคนเข้าใจสับสนเยอะแยะ คราวนี้ สบโอกาสไปเชียงใหม่อีกครา จึงไม่ลืมถ่ายภาพมันดาเลย์ เชียงใหม่ มาให้หายข้องใจ อันที่จริงก็เกือบจะไม่ได้ถ่ายภาพ เหตุเพราะไปมันดาเลย์ทีไร ก็มักจะสิ้นสภาพ แอบถ่ายมาตอนกำลังเลิก ตลาดกำลังจะวาย ไฟค่อยๆ เปิด
อันที่จริงก็บ่นทุกครั้งที่ไปมันดาเลย์ ว่าโชว์แย่ จะร้องกันไปทำไม จะมีโคโยตี้ไปหาอะไร แถมบางวันมีการแสดงประหลายๆ ชวนให้อึ้งหลายรอบละ อย่างเมื่อคืน ก็มีโชว์ตลก นึกว่ามาพระรามเก้าคาเฟ่ ตลกมุกหยาบคายมาก ไม่ชอบตลกลามกแบบนี้เลยจริงๆ
ว่าแต่ว่า เห็นบ่นแบบนี้ ก็ไปมันแทบทุกคืน ทุกคราวที่ไปเชียงใหม่ แต่ก็นะ...ไปทีไร ต้องมีเรื่องอะไรให้เป็นข่าวได้แทบทุกครั้ง อย่างคราวนี้ ก็มีตีกันเกือบทุกวัน แถมยังเอามาพัวพันกะข้าพเจ้าและพวกพ้องซะงั้น ทั้งที่ก็เมาสิ้นสติ ไปได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกะเขาเลย
ก็อย่างนี้ล่ะนะ คนมันป๊อปและฮ้อต ...แต่ไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือ ...เซ็ง!!


ปล. คืนนี้ว่าจะไป วอล์มอัพ แต่เชื่อเหอะ เดี๋ยวก็ไปสิ้นสุดที่มันดาเลย์อยู่ดี :)

24 January 2009

เงียบเหงา

มีโอกาสไปฮ่องกงช่วงหนาวจัด คือหนาวตอนดึกถึง 9 องศา ส่วนกลางวันก็เย็นสบาย นั่นคือวันที่ 12 มกราคม ตอนเย็นก็เดินไปหม่ำอาหารจีนแถวย่านเซ็นทรัล ระหว่างนั้นก็แอบแวะมาช้อปปิ้งที่ H&M บนถนนควีน ดูเวลาบนข้อมือ 20.31 น.

สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จะว่าเป็นเพราะอากาศหนาวก็ไม่เชิง เพราะมีเรื่องเม้าท์ว่าคนฮ่องกง ชอบแต่งตัวเวอร์ แค่รู้สึกว่าเย็น ก็จะหยิบเสื้อผ้ามาประโคมโหมแต่ง จนนึกว่าอากาศหนาวเกือบ 0 องศา ซึ่งเท่าที่เห็นก็เห็นด้วยกับที่เขาเม้าท์ล่ะ
กลับมาเยังเรื่องที่บอกว่าสังเกตเห็นนั้นก็คือ ปกติถิ่นนี้ ถนนนี้ และสี่แยกในรูปแรกที่ถ่ายมา จะต้องเต็มไปด้วยคนๆๆๆ ที่สำคัญ ตอนนั้นเวลาสองทุ่มครึ่ง ทว่าวันที่ไปนั้นเงียบเชียบ ทั้งๆ ที่เป็นช่วงไฟนอลเซลล์ สัปดาห์สุดท้ายของการลดราคากระหน่ำ ซึ่งคนก็น่าจะเยอะสินะ

พยายามจะคิดว่า นี่คงเป็นเวลาหลังปีใหม่ คนคงเบื่อช้อปปิ้งกันแล้ว แต่ก็นะ จริงๆ ถนนเส้นนี้เป็นส่วนที่จะไปยังที่พักของคนที่นี่ และถัดไปอีกนึดก็คือ หล่าน โกย ฟง ย่านเที่ยวกลางคืนของคนที่นี่และฝรั่ง จะบอกว่าเขาคงเตรียมพร้อม เตรียมตัวสำหรับตรุษจีน ก็ยังอีกตั้งสองสามอาทิตย์นะ ก็เลยงงๆ
ก็เลยสรุปเพิ่มเหตุของความเงียบนี้ว่า อาจจะเป็นเพราะตอนนี้คนแห่กันไปช้อปปิ้ง เดินเล่นกันที่ฝั่งเกาลูนกันแล้ว เพราะถนนแคนตัน ก็เพียบไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนม ไหนจะมีโอเชียนเทอร์มินัลรูปโฉมใหม่ไฮโซ ไหนจะมีถนนนาธาน ไหนจะมีม่งก๊ก เยอะแยะยั้วเยี้ยเต็มเกาลูน ซึ่งก็ง่ายสำหรับชาวฮ่องกงอีกส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่แถวนิวเทอริทอรี่ หรือแถบๆ นั้น - ฉะนั้นก็เลยไม่มีความจำเป็นต้องมาเดินโฉบไปมาให้หนาวเล่นย่านนี้

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง ก็รู้กันดี ...เศรษฐกิจโลกขาลง คนก็เลยไม่มีอารมณ์ช้อป หรือไม่มีตังค์ช้อป ซึ่งถ้ามันเป็นเพราะเช่นนั้น การที่ได้เห็นฮ่องกง ที่ปกติจะต้องคึกคักตลอดเวลา กลับเงียบเชียบอย่างน่าใจหายแบบนี้ ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราก็คงไม่แปลกเพราะเป็นแบบนี้มาจนชิน สามทุ่ม สยามสแควร์ (ไม่นับแบกะดินที่น่าเกะกะ) ก็จะเงียบฉี่
แต่นี่เป็นฮ่องกง ถ้าเป็นเพราะเศรษฐกิจเยินจริง ก็น่ากลัวจริงเหมือนกัน ก็ได้แต่สาธุว่าบ้านเราจะแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะทั้งเศรษฐกิจกระทืบประเทศไทยก็เกินพอ ยังมีผีเหลือง ผีแดง มาเหยียบย่ำซ้ำเติมประเทศชาติ
อยากทะเลาะ หรืออยากฆ่ากัน ก็อย่าเอาประเทศ และคนทั้งประเทศมาซวยไปด้วยสิวะ ไอ้ห่าลาก!!!
แถมท้ายด้วยป้ายประกาศว่า จะมีการขยายเวลาปิดบริการของร้านรวงในฮ่องกงช่วงตรุษจีน คือวันที่ 16-18 มกราคม 23-25 มกราคม และ 27-28 มกราคม ส่วนวันที่ 26 ร้านรวงจะปิดกัน เนื่องจากเป็นวันปีใหม่จ้ะ